Monthly Archives: มกราคม 2019

ขั้นตอนการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร

การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอำนาจของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและตรวจสอบสินค้าเกษตร ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ และขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรไว้ ดังนี้

1. การพิจารณาเรื่องที่สมควรกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร
พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของสินค้าเกษตรที่จะกำหนดมาตรฐาน ตามความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) เป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น มีมูลค่าการผลิตและส่งออกสูง การกำหนดมาตรฐานจะทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
(2) เป็นสินค้าหรือระบบที่กำลังมีการจัดทำหรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานระหว่างประเทศ จำเป็นต้องจัดทำมาตรฐานของไทยให้สอดคล้องกับสากล
(3) เป็นสินค้าที่มีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน การจัดทำมาตรฐานจะเป็นกรอบแนวทางในการส่งเสริมและควบคุมคุณภาพที่ชัดเจน
(4) แก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้า
(5) คุ้มครองผู้บริโภค

2. การแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร
คณะกรรมการวิชาการฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 และมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 กรรมการวิชาการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรฐานตามประเภทหรือกลุ่มของสินค้าเกษตรที่ได้รับแต่งตั้ง โดยมีองค์ประกอบ จำนวนไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการวิชาการมีหน้าที่จัดทำร่างมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรหรือเสนอแนะในการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร รวมทั้งปฏิบัติงานทางวิชาการอื่นที่เกี่ยวกับมาตรฐานตามที่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรมอบหมาย

3. การจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร
ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลเทคนิคภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานที่จะจัดทำขึ้น รวมทั้งมาตรฐานระหว่างประเทศ มาตรการ ข้อกำหนดกฎระเบียบ ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ หรือ แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อนำมาจัดทำร่างมาตรฐานฯ การจัดทำมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 วิธี คือ
(1) การยกร่างใหม่
(2) การรับร่างมาตรฐานระหว่างประเทศแบบเหมือนกันทุกประการ
(3) การรับร่างมาตรฐานระหว่างประเทศแบบการเรียบเรียงใหม่

4. การเสนอคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร
คณะกรรมการวิชาการฯ ประชุมพิจารณาให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น คำแนะนำทางวิชาการต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นอยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร กำหนดให้ร่างมาตรฐานฯ นั้นเป็นมาตรฐานบังคับหรือมาตรฐานทั่วไป

5. การประสานความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย
เป็นขั้นตอนเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรโดยใช้วิธีการสัมมนา หรือวิธีการอื่น เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติได้ โดยนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ความเห็นชอบ กรณีข้อสรุปมีความเห็นแตกต่างกัน และไม่สามารถหาข้อยุติได้ หรือมีการแก้ไขในรายละเอียดของเนื้อหาในสาระสำคัญ ให้นำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรพร้อมประเด็นปัญหาเข้าพิจารณาในคณะกรรมการวิชาการฯเพื่อหาข้อสรุป ก่อนนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ความเห็นชอบ

6. การเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร
เมื่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิชาการฯแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร พิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศร่างมาตรฐานนั้น เป็นมาตรฐานบังคับหรือมาตรฐานทั่วไปตามที่คณะกรรมการวิชาการฯเสนอ
กรณีคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรมีมติเห็นชอบให้เป็นมาตรฐานทั่วไป ให้ดำเนินการโดยออกเป็นประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดเป็นมาตรฐานทั่วไป
กรณีคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรมีมติเห็นชอบให้เป็นมาตรฐานบังคับ ให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ออกตามมาตรา 18ของ พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 โดยสาระหลักคือการให้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์รายวัน อย่างน้อย 1 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน และให้เวลาแจ้งความคิดเห็นคัดค้าน ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน และให้นำผลการแสดงความคิดเห็นนั้นเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกอบการพิจารณาเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อออกเป็นกฎกระทรวง กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ หรือเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ อาศัยอำนาจตามความมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรอาจเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดให้สินค้าเกษตรใดอยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับโดยไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นก็ได้

7. การรับฟังความเห็นจากต่างประเทศตามพันธกรณีของการเป็นสมาชิก WTO (กรณีเป็นมาตรฐานบังคับ)
ในกรณีที่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเห็นชอบให้เป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศตามพันธกรณีของความตกลง SPS หรือ TBT จะต้องมีการแจ้งสมาชิก WTO เพื่อรับทราบ กรณีที่มีข้อคิดเห็น คำถาม หรือข้อคัดค้านจากประเทศอื่น จะต้องนำเสนอคณะกรรมการวิชาการฯ พิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม และนำผลการแสดงความคิดเห็นของการรับฟังความเห็นเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรอีกครั้งเพื่อทราบ/ประกอบการพิจารณาออกกฎกระทรวงประกาศเป็นมาตรฐานบังคับต่อไป

8. การเสนอรัฐมนตรีลงนามในประกาศ/กฎกระทรวง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเผยแพร่มาตรฐานสินค้าเกษตร
มาตรฐานสินค้าเกษตรที่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรมีมติเห็นชอบแล้ว นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อออกเป็นประกาศ/กฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน พร้อมทั้งเผยแพร่มาตรฐานสินค้าเกษตรผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

9. การทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตร
การทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรจะพิจารณาดำเนินการเมื่อประกาศใช้มาตรฐานแล้วครบ 5 ปี ขึ้นไป หรือเมื่อมีข้อเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานนั้น เช่น มาตรฐานสากล สถานการณ์ทางการค้าหรือข้อมูลอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปที่มีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เป็นเหตุให้มาตรฐานไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ หรือมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมข้อกำหนดในมาตรฐานเพื่อความครบถ้วน เพื่อให้มาตรฐานมีความเป็นปัจจุบัน และตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย

Please follow and like us:

ความหมายและวัตถุประสงค์

มาตรฐาน หมายถึง ข้อกำหนดทางวิชาการในรูปของเอกสารวัตถุ ที่แพร่หลายแก่บุคคลทั่วไป กำหนดขึ้นโดยความร่วมมือ การยอมรับร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสีย และผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลจากการพิจารณาร่วมกันโดยมุ่งประโยชน์สูงสุด

สินค้าเกษตร หมายถึง ผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อันเกิดจากการกสิกรรม การประมง การปศุสัตว์ หรือการป่าไม้ และผลพลอยได้ของผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

มาตรฐานสินค้าเกษตร ที่กำหนดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ มาตรฐานบังคับ และ มาตรฐานทั่วไป

– มาตรฐานบังคับ คือ มาตรฐานที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้สินค้าเกษตรต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

– มาตรฐานทั่วไป คือ มาตรฐานที่มีประกาศกำหนดเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน

วัตถุประสงค์ในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร
เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมและส่งเสริมสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดแก่เกษตรกรหรือกิจการการค้าสินค้าเกษตร หรือเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

Please follow and like us:

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี เกษตรกรผู้ที่เคยมีความคิดว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นไม่ มีทางที่จะร่ำรวยอยู่สุขสบายได้ จึงเลือกศึกษาสายอาชีพในแผนกช่างกลโลหะและเข้ามาทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ จนได้พบว่ารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มี จึงหันกลับมาเปิดโรงกลึงที่บ้านเกิดโดยนำที่นาไปจำนองแต่สุดท้ายเป็นหนี้สินจนต้องตัดสินใจขายที่นาทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ และได้ทบทวนบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพร้อมศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นายคำพันธ์ หันกลับมาทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ในปี พ.ศ. 2541 โดยดำเนินชีวิตตามหลักความพอประมาณ คือ ทำตามสภาพของตนเองทำจากน้อยไปมากจากง่ายไปยาก พึ่งพาตนเองเน้นความพอเพียง ใช้เหตุผลในการวางแผนการดำเนินชีวิตโดยพิจารณาตามหลักการว่าจะทำอะไร ช่วงไหน อย่างไร เท่าไหร่และแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว พร้อมทั้งมีการวางแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านการใช้จ่ายโดยมีการเก็บออม วางแผนด้านการเกษตรโดยคิดหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงแล้ง ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อป้องกันความเสี่ยง มีการศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ

อายุ 57 ปี

การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

สถานภาพ สมรส มีบุตร 3 คน (ชาย 1 คน หญิง 2 คน)

ที่อยู่ บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข

อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 44150

โทรศัพท์ 089-618-4075, 061-582-2235

อาชีพ เกษตรกรรม

คุณลักษณะส่วนบุคคล

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี เกษตรกรผู้ที่เคยมีความคิดว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นไม่ มีทางที่จะร่ำรวยอยู่สุขสบายได้ จึงเลือกศึกษาสายอาชีพในแผนกช่างกลโลหะและเข้ามาทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ จนได้พบว่ารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มี จึงหันกลับมาเปิดโรงกลึงที่บ้านเกิดโดยนำที่นาไปจำนองแต่สุดท้ายเป็นหนี้สินจนต้องตัดสินใจขายที่นาทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ และได้ทบทวนบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพร้อมศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นายคำพันธ์ หันกลับมาทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ในปี พ.ศ. 2541 โดยดำเนินชีวิตตามหลักความพอประมาณ คือ ทำตามสภาพของตนเองทำจากน้อยไปมากจากง่ายไปยาก พึ่งพาตนเองเน้นความพอเพียง ใช้เหตุผลในการวางแผนการดำเนินชีวิตโดยพิจารณาตามหลักการว่าจะทำอะไร ช่วงไหน อย่างไร เท่าไหร่และแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว พร้อมทั้งมีการวางแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านการใช้จ่ายโดยมีการเก็บออม วางแผนด้านการเกษตรโดยคิดหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงแล้ง ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อป้องกันความเสี่ยง มีการศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ผลจากความไม่ย่อท้อในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ช่วง 1-3 ปีแรก ครอบครัวมีความพออยู่พอกินมีผลผลิตเหลือขาย เริ่มมีเงินออม และในปีที่ 6 สามารถชำระหนี้สินได้หมดสิ้นสร้างบ้านอยู่อาศัยได้เพิ่ม อีก 3 ปีต่อมาสามารถซื้อที่ทำการเกษตรเพิ่มได้อีก 7 ไร่ และส่งลูกเรียนได้ทุกคน นอกจากนั้น นายคำพันธ์ ยังเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ เอื้ออาทร ไม่มัวเมาอบายมุข ประกอบสัมมาอาชีพโดยไม่เบียดเบียนใคร ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนในชุมชน อุทิศตนในการทำงานให้กับสังคมด้วยการเป็นผู้นำ และผู้ร่วมในการพัฒนาด้านต่าง ๆ เป็นอาสาสมัครครูบัญชี เป็นศูนย์อบรมผู้มีจิตอาสาพัฒนาสังคมที่ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ผลงานสร้างคุณประโยชน์

นายคำพันธ์ เป็นผู้คิดค้นผลงานสร้างองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง เช่น ศึกษาและคิดค้น โมเดล 1 งาน 1 แสน โดยผสมผสานกับองค์ความรู้ เทคนิคการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบผสมผสานด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่ต้องการทำการเกษตรตามหลักการพึ่งพาตนเอง สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง ศึกษาองค์ความรู้ในการทำนาอินทรีย์ต้นทุนต่ำด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบต้นเดียวที่นอกจากจะลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่ได้ จัดตั้งตลาดชุมชนหรือตลาดสีเขียวแก้ไขปัญหาทางด้านการตลาดให้กับสมาชิกในชุมชน สร้างให้เกิดความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผ่านกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนโดยให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เป็นต้น

การขยายผลงาน

นายคำพันธ์ ได้สร้างตัวอย่างของความสำเร็จในการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรได้นำไปปฏิบัติใช้ในรูปแบบของโมเดลการเรียนรู้ องค์ความรู้ต่าง ๆ และพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย มีการสร้างกลุ่มสมาชิกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนอย่างมีส่วนร่วม มีเครือข่ายในการขยายผลงานทั้งในระดับชุมชน เช่น จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนอำเภอกันทรวิชัย ที่มีสมาชิกในอำเภอกันทรวิชัย กว่า 50 คน การขยายผลร่วมกับกลุ่มและเครือข่ายต่าง ๆ หน่วยงานภาคราชการ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยระหว่างปี 2550-2558 มีผู้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และศึกษาดูงานจากนายคำพันธ์ มากกว่า 19,800 ราย อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อต่าง ๆ อีกด้วย

Please follow and like us:

นายยวง เขียวนิล

นายยวง เขียวนิล เคยทำงานรับราชการและรับเหมาก่อสร้างแต่ไม่ประสบความสำเร็จจนเกิดความเครียดและหลงผิดแก้ปัญหาด้วยการดื่มสุราจนติดสุราเรื้อรัง ในปี พ.ศ. 2537 นายยวง ได้เข้ารับการรักษาจนสามารถเลิกสุราได้แล้วจึงตัดสินใจใช้ชีวิตและลงมือทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการศึกษาค้นคว้าในเรื่องทฤษฎีใหม่และดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่ง ใช้หลัก 3 ศาสตร์ มาประกอบการวางแผนและดำเนินกิจกรรมการเกษตรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ ศาสตร์พระราชา ศาสตร์ภูมิปัญญาและศาสตร์สากล ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต มากว่า 20 ปี โดยวางแผนทำการเกษตรบนที่ดินของตนเอง ขยายพื้นที่ตามกำลังความพร้อมจนดำเนินกิจกรรมเกษตรแบบผสมผสานเต็มพื้นที่ 44 ไร่ สร้างภูมิคุ้มกันโดยจัดแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรตามหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อทำนา ขุดบ่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลาหลายชนิด ทำสวนผสมผสาน ปลูกผลไม้และพืชผักสวนครัวหลากหลายที่ให้ผลผลิตสลับกันตลอดทั้งปี และสร้างที่อยู่อาศัยรวมถึงจุดเรียนรู้ มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต จนสามารถปลดหนี้สินได้ มีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พึ่งพาตนเองได้ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ลดความเสี่ยงเรื่องผลผลิตทางการเกษตร

อายุ 64 ปี

การศึกษา ปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน

สถานภาพ สมรส ไม่มีบุตร-ธิดา

ที่อยู่ บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 7 ตำบลราษฎร์นิยม

อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี 11150

โทรศัพท์ 081 929 9159

อาชีพ เกษตรกรรม

คุณลักษณะส่วนบุคคล

นายยวง เขียวนิล เคยทำงานรับราชการและรับเหมาก่อสร้างแต่ไม่ประสบความสำเร็จจนเกิดความเครียดและหลงผิดแก้ปัญหาด้วยการดื่มสุราจนติดสุราเรื้อรัง ในปี พ.ศ. 2537 นายยวง ได้เข้ารับการรักษาจนสามารถเลิกสุราได้แล้วจึงตัดสินใจใช้ชีวิตและลงมือทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการศึกษาค้นคว้าในเรื่องทฤษฎีใหม่และดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่ง ใช้หลัก 3 ศาสตร์ มาประกอบการวางแผนและดำเนินกิจกรรมการเกษตรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ ศาสตร์พระราชา ศาสตร์ภูมิปัญญาและศาสตร์สากล ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต มากว่า 20 ปี โดยวางแผนทำการเกษตรบนที่ดินของตนเอง ขยายพื้นที่ตามกำลังความพร้อมจนดำเนินกิจกรรมเกษตรแบบผสมผสานเต็มพื้นที่ 44 ไร่ สร้างภูมิคุ้มกันโดยจัดแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรตามหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อทำนา ขุดบ่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลาหลายชนิด ทำสวนผสมผสาน ปลูกผลไม้และพืชผักสวนครัวหลากหลายที่ให้ผลผลิตสลับกันตลอดทั้งปี และสร้างที่อยู่อาศัยรวมถึงจุดเรียนรู้ มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต จนสามารถปลดหนี้สินได้ มีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พึ่งพาตนเองได้ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ลดความเสี่ยงเรื่องผลผลิตทางการเกษตร

ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์

นายยวง ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำการเกษตรทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนและผ่านวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งเหตุอุทกภัยและวิกฤตภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ลดผลกระทบจากความผันผวนทั้งจากภัยธรรมชาติและราคาพืชผล โดยคิดค้นกิจกรรมในการทำการเกษตรและประยุกต์ใช้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างหลากหลาย ได้แก่ การวางผังแปลงและทำการเกษตรแบบผสมผสาน การเลี้ยงกบคอนโด โดยใช้ยางรถยนต์ การประดิษฐ์อุปกรณ์ดักแมลงวันทองอย่างง่าย การประดิษฐ์อุปกรณ์ห่อผลไม้จากท่อ PVC การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในการทำการเกษตร จนสามารถเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติแก่ชุมชนและเกษตรกรโดยทั่วไป เนื่องจากเห็นผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ว่าการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้เกษตรกรเกิดการยอมรับและหันมาปฏิบัติตาม

การขยายผลงาน

นายยวง ได้ทำการถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีการทำการเกษตรตามแนวของการพึ่งพาตนเองตามที่ได้ทำการศึกษาและคิดค้น โดยสร้างฐานการเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเองเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นอาสาสมัครให้กับส่วนราชการต่าง ๆ ช่วยถ่ายทอดความรู้โดยไม่หวังผลตอบแทน มีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างชุมชนทั้งในจังหวัดและระหว่างจังหวัดเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร และยังมีการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อต่าง ๆ อีกจำนวนมาก

Please follow and like us:

นายสุธรรม จันทร์อ่อน

นายสุธรรม จันทร์อ่อนเคยเป็นผู้ทำการเกษตรแบบธรรมชาติ โดยเพาะปลูกพืชผักตามฤดูกาล และหันมาปรับเปลี่ยนเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรเชิงเดี่ยว ตามคำเชิญชวนของบริษัทเอกชน โดยปลูกฝ้าย ปลูกอ้อย เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งสร้างรายได้ดีในช่วงแรกแต่สุดท้ายเกิดมีหนี้สิน เนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรแต่ละอย่างมีต้นทุนที่สูง ประกอบกับในกระบวนการผลิตยังมีการใช้สารเคมีในปริมาณสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้มีสุขภาพไม่ดี จึงหันกลับมายึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำการเกษตรแบบอินทรีย์ มีการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนเพื่อวิเคราะห์ตนเอง จนสามารถปลดหนี้สินได้สำเร็จ และดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 17 ปี สามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น

สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง

นายสุธรรม จันทร์อ่อน

อายุ 60 ปี

การศึกษา ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

สถานภาพ สมรส มีบุตร-ธิดา รวม3 คน บุตร 2 คน ธิดา 1 คน

ที่อยู่ บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 10บ้านปลักไม้ลาย

ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม73140

โทรศัพท์ 081-384-5352

อาชีพ เกษตรกร

คุณลักษณะส่วนบุคคล

นายสุธรรม จันทร์อ่อนเคยเป็นผู้ทำการเกษตรแบบธรรมชาติ โดยเพาะปลูกพืชผักตามฤดูกาล และหันมาปรับเปลี่ยนเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรเชิงเดี่ยว ตามคำเชิญชวนของบริษัทเอกชน โดยปลูกฝ้าย ปลูกอ้อย เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งสร้างรายได้ดีในช่วงแรกแต่สุดท้ายเกิดมีหนี้สิน เนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรแต่ละอย่างมีต้นทุนที่สูง ประกอบกับในกระบวนการผลิตยังมีการใช้สารเคมีในปริมาณสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้มีสุขภาพไม่ดี จึงหันกลับมายึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำการเกษตรแบบอินทรีย์ มีการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนเพื่อวิเคราะห์ตนเอง จนสามารถปลดหนี้สินได้สำเร็จ และดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 17 ปี สามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น โดยดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรบนพื้นที่ 17 ไร่ ประกอบด้วย การปลูกข้าว การปลูกพืชผักผสมผสาน ไม้ผล ไม้ยืนต้นพืชสมุนไพร การเลี้ยงไก่ เป็ด ปลา กุ้งก้ามแดง ทำการผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ และโรงสีข้าว ผลผลิตทางการเกษตรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดสารพิษ GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ IFOAM,Organic Thailandและ PGS(ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน) นอกจากนี้ยังมีการวางแผนและจัดการผลผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องของตลาด เนื่องจากผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน ส่งผลให้มีตลาดที่แน่นอนในการรับซื้อผลผลิต และเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรองด้านราคาของผลผลิต รวมทั้งมีการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตโดยการแปรรูปอีกทางด้วย

ผลงานสร้างคุณประโยชน์

นายสุธรรม เป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอจากต่างประเทศมาผสมกับมะละกอพื้นบ้านของไทย จนได้มะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย หรือชื่อทางการค้าคือ มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ในปัจจุบัน สามารถขยายพื้นที่การปลูกทั่วประเทศทำให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง การปลูกผักผสม 9 ชนิด ในแปลงเดียว โดยเน้นการปลูกผักที่มีอายุไล่เลี่ยกัน สามารถดูแลพึ่งพากันได้ เพื่อลดการใช้น้ำในแปลงปลูก ป้องกันแมลงศัตรูพืชได้โดยธรรมชาติคิดค้นวิธีการเลี้ยงไก่อินทรีย์ โดยวิธีเลี้ยงปล่อยในสวนไผ่ให้หากินตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างต้นไผ่ และไก่ และเน้นผลิตอาหารปลอดภัยบริโภคทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรค สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีต้นทุนอาชีพที่ต่ำลง มีการวางแผนการผลิต จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกขายมาเป็นผู้บริโภคเองเป็นลำดับแรก เหลือแบ่งปัน และจำหน่าย จำหน่ายผลผลิตที่แปรรูปแล้ว ทำให้เกิดการสร้างแรงงานและผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม ลดการนำเข้าปัจจัยการผลิตภายนอกมีการรวมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ปลักไม้ลาย กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษ (ประกอบด้วยเกษตรกรในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี) โดยใช้พื้นที่ศูนย์เป็นแหล่งรวบรวมและจัดจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มและเครือข่ายสู่ตลาดชุมชน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าและโรงแรม นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มต่างๆ อาทิกลุ่มผู้ปลูกฟักข้าว ชมรมครูบัญชีหมอดินอาสา ฯลฯ ขยายเครือข่ายจากระดับท้องถิ่นเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และภูมิภาค

การขยายผลงาน

นายสุธรรม สร้างตนเองจนประสบผลสำเร็จ และพัฒนาจนสามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นนำไปปฏิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนปลักไม้ลาย เพื่อเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศภูฏาน โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาและประเทศลาว ได้เดินทางไปเป็นที่ปรึกษาในการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษและมีการทำวิจัยร่วมกันในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และยังมีการเผยแพร่ทั้งในหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร วิทยุ และโทรทัศน์ อย่างแพร่หลาย

Please follow and like us:

การปลูกพืชผักสวนครัว

การปลูกพืชผักสวนครัวมีความสำคัญเป็นอันดับแรกของชีวิตประจำวัน เพราะใช้เป็นอาหารในครัวเรือนได้ดี ถ้าปลูกมากมีเหลือก็จำหน่ายได้ และสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ขอให้มีความยึดมั่นในธรรมชาติ มีความขยันและอดทน การปลูกพืชผักสวนครัวมีหลักปฏิบัติ ๕ ประการ คือ
การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์มีความจำเป็นในการเริ่มต้นการเพาะปลูก จึงควรศึกษาเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี แข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย คัดสรรแล้วเก็บรักษาไว้อย่างดีก่อนปลูก

การเตรียมดิน คุณภาพของดิน จะเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของพืช การให้อาหารแก่ดินด้วยปุ๋ยชีวภาพจะทำให้ดินมีชีวิตและช่วยย่อยอินทรียวัตถุในดิน ให้ดินอุดมสมบูรณ์พร้อมแก่การเพาะปลูก

แปลงใหม่ (ดินไม่สมบูรณ์)
ถ้าดินแข็งมาก อาจใช้เครื่องจักรช่วยยในการไถก่อนยกแปลง
ดินขาดอินทรียวัตถุ ควรแหวท้องหมู ใส่จุลินทรีย์แห้ง และรดด้วยจุลินทรีย์น้ำ
ยกร่องให้สวยงาม โรยจุลินทรีย์แห้ง ตร.ม.ละ ๑ กำมือ รดด้วยจุลินทรีย์น้ำ คลุมด้วยฟางไว้ ๕-๗ วัน ปลูกพืชด้วยเมล็ดหรือกล้า
แปลงเก่า (ดินสมบูรณ์) หลังจากตัดผักหรือถอนผักออกแล้ว ถอนหญ้า ปรับปรุงแปลง (ไม่ต้องขุด) แล้วเริ่มต้น ดังนี้
ใส่ปุ๋ยแห้ง ตร.ม.ละ ๑-๒ กำมือ ใช้จอบสับเบาๆ ให้คลุกกับดิน
คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง
รดด้วยจุลินทรีย์น้ำ ๑-๒ วัน
หมักไว้ ๗ วัน ปลูกด้วยเมล็ดหรือกล้า
การปลูก

การปลูกด้วยเมล็ด
นำเมล็ดไปแช่ในน้ำจุลินทรีย์ ประมาณ ๓๐ นาที หากผิวเมล็ดแข็งให้แช่นานหน่อย
แหวกหญ้าหรือฟางที่คลุมออก
ใช้ไม้กระดานหน้า ๑/๒ x ๒ นิ้ว กดเป็นรอยลึก ๑-๒ ซม.
หยอดเมล็ดตามรอยที่กดไว้
คลุมฟางเหมือนเดิม
รดน้ำเช้า–เย็น
๒ วันแรกให้รดด้วยจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นวันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้นให้รดจุลินทรีย์น้ำ ๓ วัน/ครั้ง นอกนั้นรดน้ำปกติ
ปลูกด้วยกล้า
การเพาะกล้ามี ๒ ชนิด คือ
เพาะด้วยกระบะ
อาจเป็นภาชนะสำเร็จรูป หรือใช้ไม้ ๑/๒ x ๒ นิ้ว หรือวัสดุอื่น ทำเป็นกระบะขนาด ๕๐ x ๕๐ หรือ ๕๐ x ๗๐ หรือ ๕๐ x ๑๐๐ เซนติเมตร ให้สามารถยกย้ายและวางบนพื้นได้สะดวก
ผสมจุลินทรีย์แห้งกับดินร่วน แกลบเผา อัตราส่วน ๑:๕:๓ ลงในกระบะ
หยอดเมล็ด หรือหว่านเมล็ดให้ทั่ว อย่าให้แน่นเกินไป
คลุมด้วยหญ้าแห้ง หรือฟางบางๆ
รดด้วยจุลินทรีย์น้ำให้ชุ่ม
จากนั้นรดน้ำเช้า – เย็น
รดจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นติดต่อกัน ๓ วัน หลังจากนั้นรดจุลินทรีย์น้ำ ๓ วัน/ครั้ง
เพาะในแปลง
นำจุลินทรีย์แห้งและแกลบเผาผสมดินในแปลง คลุกให้ทั่ว ทำหน้าดินให้ละเอียด
หยอดเมล็ด หรือโรยเมล็ด
คลุมด้วยหญ้าแห้ง หรือฟางแห้งบางๆ
รดจุลินทรีย์น้ำให้ชุ่มทั่วแปลง
รดน้ำเช้า – เย็น
๓ วันแรกรดจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นทุกวัน หลังจากนั้นรด ๓ วัน/ครั้ง วันปกติรดน้ำธรรมดา
การดูแลรักษา

ผักเกือบทุกชนิดเพาะกล้าก่อนปลูกจะดี เพราะถ้าให้ร่นระยะเวลาในการลงปลูก สามารถปลูกได้หลายรุ่น และดูแลรักษาง่ายยกเว้นพืชผักที่ย้ายกล้าไม่ได้ เช่น แครอท หัวผักกาด การปลูกด้วยกล้า ทำให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้ด้วย ดีกว่าปลูกด้วยเมล็ดแล้วต้องถอนทิ้งเมื่อผักแน่นเกินไป
ปกติจะใส่จุลินทรีย์แห้งครั้งเดียว แต่ถ้าผักมีอายุยาวเกิน ๕๐ วัน ให้สังเกตว่าผักไม่สวย ไม่สมบูรณ์ ก็ใส่จุลินทรีย์แห้งได้ระหว่างแถว ไม่ให้ถูกต้นพืชผัก
การเตรียมแปลงดี ผักจะเจริญเติบโตเสมอกันทั้งแปลงผัก ต้นใดมีโรคให้งดน้ำ และรดด้วย EM สดขยาย ผสมน้ำ ๕๐ เท่า ทิ้งไว้ ๒๔ ชั่วโมง จึงให้น้ำต่อ
ผักมีหัวให้ขุดแปลงลึกๆ แหวะท้องหมูบ่อยๆ และใส่จุลินทรีย์แห้งผสมให้ดี
การรดน้ำ ควรใช้บัวรดน้ำรูเล็กๆ ให้เป็นฝอยได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี
ไม่ควรรดน้ำด้วยสายยางที่น้ำพุ่งแรงๆ จะทำให้ผักนอนราบ โดยเฉพาะผักกาดขาวจะห่อใบยาวขึ้นหากถูกน้ำซัดแรงๆ ทุกวัน
พ่นด้วยสารไล่ศัตรูพืช หรือสารป้องกันเชื้อราทุกๆ ๓ วัน
ข้อสังเกต เพื่อ ป้องกันแมลงศัตรูพืชโดยธรรมชาติ ควรปลูกผักกาดหอม ผักชีใบแหลม ปนกับผักอื่นๆ ปลูกต้นดาวเรือง ตะไคร้หอม ผกากรอง ไว้เป็นรั้ว และใช้ใบตะไคร้หอมมาคลุมแปลงผักจะป้องกันแมลงได้ด้วย

การเก็บผลผลิต-การจำหน่าย การเก็บผลผลิตควรดำเนินไปตามอายุของผักแต่ละประเภท และหากปลูกโดยใช้จุลินทรีย์ชีวภาพดังกล่าวข้างต้น ควรเก็บก่อนกำหนดเล็กน้อยเพราะ

ผักธรรมชาติเจริญเติบโตเร็ว
ร่นระยะเวลาปลูก ลดแรงงาน และรายจ่าย
หากเก็บช้าหรือเกินอายุทำให้ผักมีภูมิต้านทานต่ำ อาจเกิดโรคได้
การเก็บควรใช้วิธีตัด ยกเว้นผักหัว ใช้ถอน
ผักที่เป็นผลควรเก็บอย่างประณีต เพื่อให้โอกาสเกิดผลใหม่อีก เช่น ถั่ว แตง
ผักทั่วไปเก็บแล้วล้างให้สะอาด บรรจุถุงเพื่อจำหน่าย
ผักที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว เก็บแล้วไม่ต้องล้าง ไม่ต้องพรมน้ำ
ข้อควรจำ

ผักธรรมชาติทนทาน ขั้วไม่หลุดง่าย เหี่ยวยาก
ไม่ต้องแช่สารเคมี
น้ำพรมผัก หรือแช่ผักควรผสม EM ด้วย
ไม่ควรนำผลผลิตไปขายร่วมกับแผงผักเคมี จะทำให้เสียคุณภาพ ควรเปิดแผงผักปลอดสารพิษ หรือผักธรรมชาติ เพื่อสะดวกต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค สามารถรับรองคุณภาพและสามารถกำหนดราคาได้ดีในอนาคต
ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกพืชผัก
กุมภาพันธ์ – เมษายน

ผักชี หอม ผักบุ้งจีน ผักกาดหัว ถั่วฝักยาว แตงกวา มะระ ผักกาดเขียวปลี ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว
พฤษภาคม – กรกฎาคม

ผักคะน้า กุยช่าย บวบเหลี่ยม ข้าวโพดหวาน หอมแดง
สิงหาคม – ตุลาคม (ปลายฝน)

ผักชีลาว ผักโขม กุยช่าย ผักกาดขาว ผักกาดหอม พริก มะเขือเปราะ มะเขือขาว
ปลูกได้ทั้งปี

ผักสวนครัวต่างๆ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลัก ฯลฯ

Please follow and like us:

12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำ วิธีปลูกผักไร้ดินไว้กินเองที่บ้าน

 การปลูกผักสวนครัวลงดินต้องดูแลอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง แถมยังต้องบำรุงดินหลังการเก็บเกี่ยวอีกต่างหาก วันนี้เลยขออาสารวบรวมผักสวนครัวที่สามารถปลูกในน้ำแทนดินได้มาฝากกัน ไอเดียปลูกผักไร้ดินแบบง่าย ๆ ไม่ต้องสร้างแปลงใหญ่ ๆ แบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ทุกบ้านก็มีผักสวนครัวสด ๆ ปลอดสารพิษไว้กินด้วย 12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำที่ใครก็ทำได้เพราะมันง่ายมากจริง ๆ
 


 

1. ผักชี

          แม้ผักชีจะเป็นแค่ผักธรรมดา ๆ ใช้โรยหน้าไม่แค่กี่ใบ แต่ถ้าหากขาดมันไปแล้วละก็อาหารจานนั้นต้องดูจืดชืดเป็นแน่ ก่อนที่จะปลูกผักชีในน้ำแนะนำให้ตัดลำต้นส่วนล่างที่มีรากติดอยู่ด้วยไปล้างคราบดินออกก่อน แล้วแช่ลงในแก้วน้ำและไปตั้งในที่ที่มีแดดปานกลาง จากนั้นผักชีก็จะงอกยอดสวย ๆ ออกมาให้เราได้กินกันแล้ว
 


 

2. ผักฉ่อย

          ผักสัญชาติจีน ใบสีเขียวเข้ม รูปร่างคล้ายผักกาดบ้านเรา รสชาติขมอมเผ็ดร้อนเล็กน้อย ปลูกได้โดยให้นำต้นติดรากไปแช่ในภาชนะที่มีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วันก็จะมีใบอ่อน ๆ งอกขึ้นมาตรงกลาง เมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ผักก็จะขึ้นพร้อมเก็บกิน
 


3. กะหล่ำปลี

          กะหล่ำปลีเป็นวัตถุดิบหลักและผักเคียงที่คนไทยรู้จักดีนั้น มีวิธีปลูกง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้ดิน แค่นำฐานรากของกะหล่ำปลีที่เราตัดออกจากขั้นตอนปรุงอาหาร มาแช่ในถ้วยที่มีน้ำตื้น ๆ แค่ไม่กี่วันผ่านไปกะหล่ำปลีหัวน้อย ๆ ก็จะงอกขึ้นมาให้เราได้เก็บเกี่ยว
 


4. ขึ้นฉ่าย

          ผักที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ชนิดนี้สามารถนำปลูกใหม่ในน้ำได้ โดยการตัดก้านด้านล่างมาแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นต้นอ่อนก็จะค่อย ๆ งอกขึ้นมารอวันเก็บเกี่ยว 
 


5. ต้นหอม

          นอกจากผักชีแล้วต้นหอมยังเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ ซึ่งปลูกกับน้ำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำส่วนล่างของต้นที่มีรากติดอยู่ด้วยนั้นมาแช่ในแก้วน้ำ วางตั้งให้โดนแดดเล็กน้อย จากนั้นยอดอ่อน ๆ ก็จะมีใบอ่อนงอกออกมาให้เห็น 
 


6. ต้นกระเทียม

          ต้นกระเทียมเริ่มเข้ามามีบทบาทในครัวไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหารญี่ปุ่นตามต้นฉบับหรือจะนำมาผัดน้ำมันหอยตามตำรับไทยก็น่าอร่อยทั้งนั้น แค่ตัดต้นกระเทียมส่วนล่างให้ได้ขนาด 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่น้ำ ผ่านไปไม่กี่วันก็นำมาทำอาหารได้แล้วค่ะ
 


7. ตะไคร้

          สรรพคุณอันมากมายของตะไคร้ทำให้หลาย ๆ คนต้องลงมือขุดดินปลูกกันเลยทีเดียว แต่จริง ๆ สามารถปลูกกับน้ำได้ แค่ตัดต้นตะไคร้ส่วนล่างมาประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่ในภาชนะทรงสูงที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียว ตั้งให้โดนแดดเล็กน้อยเท่านั้นเอง 
 


8. แครอท

          อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าหัวแครอทจะงอกในน้ำได้นะคะ เพราะจริง ๆ ถ้านำแครอทมาปลูกในน้ำผลที่ได้ก็คือใบสีเขียว ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารได้ โดยการนำหัวแครอทส่วนบนที่โดนฝานออกไปแช่น้ำตื้นในภาชนะที่เตรียมเอาไว้ และตั้งให้โดนแดด อีกไม่นานใบแครอทก็จะงอกออกมาให้เราเก็บไปกินค่ะ
 


9. ผักกาด

          เชื่อว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีผักกาดติดตู้เย็นไว้แน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นวัตถุดิบหลักในจานอาหารแล้ว มันยังใช้จัดจานให้สวยงามได้อีกด้วย ก่อนจะนำไปปลูกกับน้ำให้นำต้นผักกาดมาตัดส่วนล่างออก แล้วนำไปแช่น้ำตื้น ๆ ในภาชนะ ตั้งให้โดนแดดไม่จัดมาก ประมาณ 3 วันก็จะมียอดอ่อน ๆ งอกขึ้นมา และเติบโตเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์
 


10. สะระแหน่

          สมุนไพรชั้นดีอย่าง สะระแหน่ คือวัตถุดิบที่ทุกบ้านควรมีติดไว้ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อหาให้ยุ่งยาก แค่นำยอดสะระแหน่สวย ๆ มาแช่ในโหลหรือแก้วที่มีน้ำ หลังจากนั้นไม่กี่วันรากก็จะงอกออกมาตามด้วยใบอ่อน แล้วเราก็แค่รอเวลาเด็ดกิน 
 


11. ผักบุ้ง

          มาบำรุงสายตากันด้วยการปลูกผักบุ้งในน้ำไว้กินเองกันดีกว่า โดยตัดต้นผักบุ้งส่วนล่างที่มีรากติดไปล้างทำความสะอาดอย่างเบามือ แล้วแช่ลงในภาชนะที่มีน้ำให้พอท่วมราก วางให้โดนแดด ภายใน 2-3 วันผักบุ้งก็จะงอกยอดอ่อนออกมาแล้วล่ะ 
 


12. ผักชีฝรั่ง

          ตอนนี้ผักชีฝรั่งถือเป็นสมุนไพรถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารหลายเมนูเลย หากอยากมีผักชีฝรั่งเก็บไว้กินนาน ๆ ให้ตัดต้นผักชีฝรั่งตรงส่วนโคนต้นที่ติดกับรากไปล้าง แล้วแช่ลงในน้ำพอให้ท่วมราก ผ่านไปประมาณ 3 วันก็จะมีใบงอกออกมา จากนั้นก็รอให้ผักเจริญเติบโตพร้อมกินได้เลย

          เห็นไหมว่าเราก็สามารถลดรายจ่ายประจำวันไปกับค่าวัตถุดิบได้ ด้วยการปลูกผักไว้กินเองด้วยการนำผักมาปลูกในน้ำ วิธีการปลูกผักไร้ดินง่าย ๆ ที่ไม่ต้องทำแปลงปลูกให้เสียเวลามีแค่แก้วหรือถ้วยน้ำก็ปลูกผักไว้กินเองได้แล้ว 
 

ที่มา : outdoorsinlondon, Dontwastethecrumbs
Outdoorsinlondon และ Greenintrend
Please follow and like us:

เคล็ด (ไม่) ลับฉบับคนเมือง ปลูกผักสวนครัวกินเองก็ได้

ด้วยวิถีการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่มีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและพื้นที่ทำให้การจะทำกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองเป็นเรื่อง “ไม่ง่าย” ซะแล้ว วันนี้ จะมาแนะนำเคล็ดลับ ที่ไม่ลับ ในการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองในพื้นที่จำกัดอย่างคอนโดกัน
                                                                        
 วางแผนการปลูก

วางแผนการปลูก

 ก่อนจะปลูกพืช เราต้องมีการวางแผนกันก่อนว่า ควรปลูกพืชแบบไหน ต้องเตรียมอะไรบ้าง รวมถึงตรวจเช็กสภาพแวดล้อมในการปลูกด้วย เพื่อให้พืชสามารถเติบโตและออกผลผลิตได้อย่างเต็มที่ เช่น ตรวจเช็กสภาพแสงแดด เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการแสงแดดไม่เท่ากัน บางชนิดต้องการแดดเป็นหลัก ก็ควรจัดสรรพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึง อากาศถ่ายเทได้สะดวกให้อยู่
สำหรับนักปลูกมือใหม่ จะลองเพาะถั่วงอกก่อนก็ได้ เพราะไม่ต้องดูแลมากมาย แถมขึ้นง่ายด้วย สามารถปลูกได้ทั้งขวดพลาสติก หรือกระถางขนาดเล็ก ส่วนผักชนิดอื่น ๆ แนะนำให้เลือกปลูกผักที่เราทานบ่อย ๆ อย่างเช่น พริก ใบกระเพรา ผักชี ต้นหอม หรือผักกาด ผักสลัด เป็นต้น


                                                      เตรียมดินให้พร้อม

เตรียมดินให้พร้อม

      เตรียมดินเพาะปลูกโดยใช้ดินผสมด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้ เศษพืชผักที่เราทำครัวเหลือ เปลือกไข่ หรือกากกาแฟก็ได้ นำทุกอย่างมาผสมรวมกัน เติมกากน้ำตาลเข้าไปเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์จากนั้นใส่จุลินทรีย์อีเอ็มตาม เพื่อช่วงเร่งการย่อยสลาย รดน้ำพอชุ่ม อย่าให้แฉะ แล้วผสมใส่ถังเตรียมไว้ ควรรอประมาณ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้เศษอาหารที่ใส่ลงไปย่อยสลายก่อน จึงนำมาเพาะปลูกได้
 

เลือกปุ๋ยบำรุงให้ดี

เลือกปุ๋ยบำรุงให้ดี

       การเลือกปุ๋ยให้พืชผักถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะปุ๋ยเป็นแหล่งพลังงานหลักของพืชก็ว่าได้ จึงควรเลือกปุ๋ยให้ตรงกับอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพื่อให้พืชเติบโตออกผลได้เร็ว โดยแนะนำให้ใช้ปุ๋ยแบบผสม แทนที่จะใช้ปุ๋ยดินธรรมดา เนื่องจากปุ๋ยผสมมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่มากมาย อีกทั้งสามารถกักเก็บน้ำได้ดีกว่าปุ๋ยดินอีกด้วย

เลือกกระถางที่เหมาะสม

เลือกกระถางที่เหมาะสม

      ด้วยพื้นที่ที่จำกัด การเลือกกระถางที่ใช้ปลูกก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องใส่ใจ ลองหากระถางที่ขนาดพอเหมาะพอดีกับพื้นที่ห้องดู เช่น หากเลือกปลูกพืชที่มีขนาดเล็ก อาจหากระถางแนวยาวที่สามารถปลูกพืชร่วมกันได้สัก 6-8 ต้นในคราวเดียว วางตามขวางตรงแนวระเบียงห้องก็เป็นการตกแต่งระเบียงให้ดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ หรือในกรณีที่ประเมินแล้วว่า ไม่สามารถรดน้ำต้นไม้ได้ทุกวันแน่ ๆ แนะนำให้เลือกใช้กระถางที่ทำจากพลาสติก เหล็ก หรือไฟเบอร์กลาส เพราะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ไม่ต้องรดน้ำทุกวันก็อยู่ได้แต่ก็อย่าให้ชุ่มน้ำจนเกินไปนัก เพราะพืชไม่ชอบแช่ลำต้นหรือขังอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ ดังนั้น การระบายน้ำให้กับต้นไม้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ หากกระถางที่มีอยู่ระบายน้ำได้ไม่ดี อาจทำให้พืชตายได้ แนะนำให้เพิ่มรูหรือเจาะช่องเพิ่มการระบายน้ำให้กระถางได้มากขึ้น

 

แม้จะใช้ชีวิตในเมือง มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเป็นงานอดิเรกได้ ได้ทั้งกิจกรรมจรรโลงจิตใจ แถมยังได้ผลผลิตที่มั่นใจได้ว่าปลอดสารเคมี 100% มาไว้ทำอาหารทานอีกด้วย แฮปปี้สองเด้งแบบนี้ อย่ารอช้า รีบลงมือปลูกผักกินเองกันเถอะ!

 ————————————————-
CR : https://www.gsb.or.th/Blogs/Lifestyle/Startyouowngardenintown.aspx

 

Please follow and like us:

วิธีปลูกขิง ในกระถางแบบง่ายๆไว้กินเองที่บ้าน

Decor.mthai ขอเอาใจคนรักสุขภาพด้วยการพาไปชม วิธีปลูกขิง สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มากไปด้วยสรรพคุณต่างๆ ทั้ง ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการเมารถ ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ฯลฯ และที่สำคัญขิงยังสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารในเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย

วิธีปลูกขิง

วิธีการปลูกขิง
1.เตรียมรากขิงสำหรับเพาะปลูก โดยเลือกรากขิงที่สด สมบูรณ์และเรียบ
2.หาภาชนะใส่น้ำสะอาดแล้วนำรากขิงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณครึ่งวัน
3.ตักดินใส่กระถางให้เรียบร้อย ซึ่งกระถางที่ใช้สำหรับการเพาะควรมีลักษณะระบายน้ำได้ดี
4.นำรากขิงที่เตรียมไว้มาหั่นให้เป็นชิ้นขนาดกำลังพอดี แล้วนำไปใส่ในกระถาง จากนั้นรดน้ำให้เรียบร้อย
5.ระวังเรื่องของปริมาณน้ำ เพราะหากมีน้ำขังในกระถาง อาจส่งผลให้ขิงที่เราเพาะนั้นเน่าได้

สรรพคุณ
ขิง ถือเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มีรสชาติเผ็ดร้อนและถือเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งอุดมไปด้วย วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีนและฟอสฟอรัส ซึ่งนอกจากนี้ส่วนประกอบต่างๆ ของขิงนั้นยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ราก ต้น เหง้า ใบ ดอก ผลและแก่น เป็นต้น

หากเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ อย่างไรก็อย่าลืมลองนำวิธีที่เราได้หยิบมาฝากไปลองปลูกกันดูนะคะ เพราะนอกจากจะมีขิงสดๆ ไว้กินแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในไปตัวได้อีกด้วย

CR : https://decor.mthai.com/garden/53731.html

Please follow and like us:

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเองง่าย ๆ และถูก

 คนรักสุขภาพต้องรู้ ! วิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเองง่าย ๆ เก็บไว้ทำเมนูต้นอ่อนทานตะวัน ได้มากมาย อร่อยง่าย ๆ ได้ประโยชน์ ไปซื้อเมล็ดทานตะวันมารอได้แล้ว 
 

          เราอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักผักออร์แกนิกที่มาจากการเพาะเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จนได้ต้นอ่อน เช่น ข้าวกล้องงอกจากการเพาะข้าวกล้อง ถั่วงอกจากการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ถั่วงอกหัวโตจากการเพาะเมล็ดถั่วเหลือง หรือผักโต้วเหมี่ยวจากการเพาะเมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น ซึ่งต้นอ่อนจากธัญพืชเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เป็นผักอนามัยไร้สารพิษ แถมยังอร่อยอีกด้วย

          และในวันนี้เราจะพามารู้จักกับต้นอ่อนจากธัญพืชอีกชนิดหนึ่งคือ ทานตะวันงอก หรือต้นอ่อนทานตะวัน (Sunflower Sprout) จากการเพาะเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นผักทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทีเดียว มีโปรตีนสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มีวิตามินหลายชนิดทั้ง วิตามินเอ วิตามินอี ที่สามารถช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วย

          ทานตะวันงอกจะมีกลิ่นหอม กรอบ และมีรสชาติหวาน สามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือจะนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูอร่อย ๆ ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ใส่ในสลัดหรือยำแซบ ๆ จะนำไปผัดเป็นเมนูทานตะวันงอกผัดน้ำมันหอย ทำอาหารประเภทต้มและแกง จับใส่ลงในแกงจืด แกงส้ม แกงเลียง หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอกก็อร่อย หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้ด้วย

          และในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกด้วยวิธีง่าย ๆ จาก คุณหมูน้อย พ่ะน่ะ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากให้ลองเพาะกินเองที่บ้าน สะอาด ปลอดภัย แถมประหยัดอีกด้วยนะคะ แถมพ่วงวิธีเพาะถั่วงอกกินเองด้วย มาดูกันเลยจ้า

วิธีเพาะเมล็ดทานตะวันงอก

          อิอิ กระทู้นี้หมูน้อยคนจนสิพาเฮ็ดเพาะเมล็ดทานตะวันงอกไว้กินเองเด้อพี่น้อง ไปซื้อเขากินแพงโพด ๆ ปลูกเองโลดงั้น ที่เขาขายกันก็ 150-300 บาทต่อกิโลกรัม จ๊าก! แพงอิหลี งั้นมาประหยัดเพาะกินกันเองดีกว่าเนาะ ๆ

อุปกรณ์ที่หาได้มีจังซี่เด้อ

          1. เมล็ดทานตะวันสีดำ (Black Oil Sunflower Seeds) สีดำ ๆ ที่ร้านขายอาหารนกหรือร้านอาหารสัตว์นั่นแหล่ะ เอาพันธุ์สีดำ ถ้าพันธุ์เมล็ดสีลาย ๆ ขาวดำไม่เอาเด้อ อัตราการงอกมันน้อย มันงอกยาก พ่ะน่ะ 

          2. ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน (หมูน้อยคนจนซื้อถาดถ่ายน้ำมันเครื่องพลาสติก มันถูกดี ฮ่า ๆ ๆ ประยุกต์เอา มีอะไรก็เอาอันนั้นแหละ)

          3. ดินพอจั๊กหน่อย
          4. สเปรย์สำหรับฉีดน้ำเปล่า

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำไว้หนึ่งคืน ใช้เมล็ดสัก 1/2-1 ถ้วยก็พอ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           เตรียมถาด 2 ใบ ไม่ต้องเจาะรูระบายน้ำหรือถ้ามีรูก็ไม่เป็นไร จากนั้นใส่ดินลงไปสูง 1/2 นิ้วถึง 1 นิ้ว ฉีดสเปรย์น้ำให้ทั่วดินพอชุ่ม ๆ ห้ามแฉะมาก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้วกระจายให้ทั่วในกระบะ ฉีดสเปรย์น้ำอีกครั้งให้ทั่ว แล้วใช้กระบะอีกใบคว่ำปิดทับด้านบน
           เปิดกระบะออก รดน้ำด้วยสเปรย์วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังรดน้ำแล้วปิดกระบะไว้เช่นเดิมเพื่อเก็บความชื้น เมล็ดทานตะวันจะได้งอกไว ๆ พ่ะน่ะ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           ค่อย ๆ มีรากโผล่ออกมาให้เห็น มีขนสีขาว ๆ ที่รากเต็มไปหมด สัก 3-4 วัน จะสูงขึ้นประมาณ 1 นิ้ว

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           พอเริ่มผลิใบออก 1 คู่ ให้หงายกระบะวางทับไว้ด้านบน เพื่อบังคับให้ต้นทานตะวันงอกในระดับเดียวกัน จากนั้นฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น แล้วก็วางกระบะทับไว้ด้านบนเช่นเดิม 2-3 วัน

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           ผ่านไป 2-3 วัน ตอนนี้ลำต้นสูงประมาณ 2-3 นิ้ว เอากระบะที่วางทับไว้ออกได้ จะเห็นใบมีสีเหลืองเนื่องจากไม่โดนแสง ให้เอาถาดวางไว้ในที่ร่มห้ามโดนแสงแดด ไม่กี่ชั่วโมงใบทานตะวันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           วันที่ 7-11 สามารถเก็บเกี่ยวมากินได้ตามความชอบ (ถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มมีใบเลี้ยงคู่ที่สองออกมา รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย)

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           จวนจะได้เวลากินแหล่ว เหอๆๆ 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           เวลาตัดรากก็ใช้กรรไกรตัดโลด รวบมาเป็นกำ ๆ แล้วก็ตัดฉับ ๆ แล้วล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งสะเด็ดน้ำ 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           พอแห้งแล้วก็แบ่งเก็บใส่ถุงเข้าตู้เย็น แจกเพื่อนบ้าน แจกญาติ ๆ แจกไปโลด สุขภาพดีถ้วนหน้าในราคาประหยัด พ่ะน่ะ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก


           หมูน้อยซื้อเมล็ดทานตะวันยกถุง 240 บาท ได้ 2.7 กิโลกรัม ปลูกได้ 10 กว่าครั้ง (ครั้งละ 2-3 กระบะ) เฉลี่ยลงทุน 20 กว่าบาทต่อครั้ง มีทานตะวันงอกกินได้ตลอดในราคาถูกแสนถูก ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งหรือปุ๋ยผสมน้ำอะไรเลยเด้อ ดินสวนธรรมดา รดน้ำก็น้ำเปล่านี่แหละ ผลผลิตล้นตู้เย็นกินไม่ทันเลยเด้ ฮ่า ๆ ตอนแรกก็ห้าวปลูกทุกอาทิตย์ ห้าวโพด ๆ หลายโพด ๆ กินบ่ทันจ้อยแม๋ะ ตอนนี้ปลูกอาทิตย์เว้นอาทิตย์สลับกับถั่วงอก จะได้มีกินหมุนเวียนทั้งเดือน

          มีหลายท่านถามเรื่องปลูกถั่วงอก งั้นขอเพิ่มวิธีปลูกแบบง่าย ๆ สไตล์พรรคกระยาจกตามมีตามเกิดเด้อจ้า ฮ่า ๆ

อุปกรณ์เพาะถั่วงอก

           ถั่วเขียว (เหลือจากต้มถั่วเขียว) 1/2 แก้ว แช่น้ำไว้หนึ่งคืน
           หม้อมีฝาปิด (หมูน้อยใช้หม้อแกงนี่แหล่ะง่ายดี ฮิฮิ)
           กระดาษเช็ดมือหรือผ้าเช็ดมือ
           น้ำเปล่า 
          ก็มีแค่นี้เด้อ อย่าไปซีเรียส ม่วนดีอีกต่างหาก มีอะไรก็ใช้อันนั้นโลด

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           แช่ถั่วไว้หนึ่งคืนนะ หาหม้อมา ห้ามมีแม่นากอยู่ในหม้อเด้อ เป็นตาย่าน

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก


           ไม่มีรูปตอนโรยถั่วจ้อย (ถั่วเขียว) เว่าง่าย ๆ ก็คือ เอากระดาษเช็ดมือ ทิชชู่หรือผ้าเช็ดมือ หนาสัก 1 เซนติเมตร พรมน้ำพอชุ่มวางก้นหม้อ เอาถั่วที่แช่น้ำไว้แล้วโรยลงไปโลด อย่าเบียดกันมาก แล้วก็เอากระดาษหรือผ้าชุบน้ำพอชุ่มปิดทับถั่วด้านบนอีกทีแล้วก็ปิดฝาหม้อ เปิดรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ปรมาณ 1/2 แก้วถึง 1 แก้ว รดผ่านกระดาษหรือผ้าที่คลุมลงไปโลด พอชุ่ม ๆ 

           อย่าให้น้ำแห้งหรือน้ำนองก้นหม้อ เดี๋ยวมันจะเน่า พ่ะน่ะ ปิดฝาไว้ตามเดิม ทำแบบนี้ 3-4 วัน จนถั่วโตขึ้นจนเป็นที่น่ากิน (ภาพกระดาษเช็ดมือที่ปิดทับด้านบน ถั่วจะดันสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ มีกระดาษแค่นี้ ยากจนเด้เนาะ ฮ่า ๆ)

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           วางหม้อไว้ในห้องที่ร้อนที่สุดในบ้าน ถั่วจะงอกไว ถ้าร้อนทุกห้องก็ยิ่งดี พอถั่วยาว ๆได้เวลากินก็จับมาตัดรากโลด ใช้กรรไกรตัดฉับ ๆ ล้างให้สะอาด ใส่ถุงแยกไว้ แช่ตู้เย็นไว้กินหลายวัน พ่ะน่ะ เสร็จแล้ว ง่ายดีบ่ ฮิฮิ
หมายเหตุ
            
           ถั่วเขียวที่เขาเพาะขายมันจะอวบกว่าแบบนี้นะ คนละพันธุ์กัน แบบนี้มันจะจ่อย ๆ โลโซ ๆ
           ไม่ใส่สารฟอกสี เร่งโต เร่งอวบใด ๆ ปลอดภัยทุกประการ และเต็มไปด้วยความรัก
           ถ้าใช้ผ้าเช็ดมือเพาะเสร็จแล้วดึงรากออก นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้าใช้กระดาษเพาะก็ทิ้งไปโลด พ่ะน่ะ หมดแล้ว
          ท่านใดสนใจก็ลองปลูกดูเด้อ ประหยัดโพด ๆ แนวโลโซอิหลีเด้อ พาลูกพาหลานเพาะโลดและเพื่อสุขภาพที่ดีต้ม ผัด แกง ทอด ไฟแดง แซนด์วิช สลัด ฯลฯ ทำได้ทุกอย่าง เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร พ่ะน่ะ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี คนแก่กินฟรี พ่ะน่ะ ฮ่า ๆ เหอ ๆ ซวด ๆ เด้อนางเดอ เด้อ เด้อ นางเดอ ตึง จบจ้อย

CR : https://cooking.kapook.com/view85003.html

Please follow and like us: