เกร็ดความรู้เรื่องดิน

โรคที่ต้องเฝ้าระวัง (ดินที่สุขภาพไม่ดี ต้องเฝ้าระวังในการใช้ประโยชน์)

คนบางคนนั้นเป็นคนที่มีสุขภาพไม่สู้จะดี คือ เจ็บป่วยได้ง่าย หากกระทบกระเทือนหน่อย ผิดฟ้าผิดฝนผิดอากาศหน่อย ก็เจ็บก็ป่วย ดินบางชนิดก็เป็นเช่นเดียวกับคนเรา คือ เจ็บป่วยได้ง่าย ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากใช้ผิดประเภท ผิดวิธี ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคขึ้นมาได้ และโรคบางโรคนั้นเมื่อเป็นแล้วอาจจะรักษาให้หายได้ยากหรือรักษาไม่ได้เลยก็เป็นได้ ดินที่สุขภาพไม่ดีเหล่านี้บางดินก็จัดเป็นดินที่ดีสำหรับพืชบางชนิดได้ หากมีการใช้ประโยชน์อย่างระมัดระวัง ก็จะเป็นดินที่ดีสำหรับพืชนั้นๆ ตลอดไป แต่หากบำรุงรักษา หรือจัดการไม่ถูกวิธีจนเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นมา ก็จะทำให้สูญเสียดินที่ดีไปได้ทันที

ดินที่สุขภาพไม่ดี ต้องเฝ้าระวังในการใช้ประโยชน์ที่สำคัญ ได้แก่
โรคที่เกิดภายหลัง ที่สำคัญ ได้แก่

ดินในพื้นที่สูงชัน ดินที่อยู่บนภูเขา มีความลาดชันสูงๆ ซึ่งอาจเกิดการชะล้างพังทลายได้ง่าย และจะทำให้ดินป่วยเป็นโรคดินปนกรวด หรือดินตื้นได้

ดินที่มีกรดแฝง ดินที่มีความเป็นกรดแอบแฝงอยู่ในดิน เมื่ออยู่ในสภาพน้ำขังก็จะไม่เป็นปัญหาใดๆ แต่หากมีการระบายน้ำทำให้ชั้นกรดแฝงนี้ถูกอากาศ ก็จะทำให้ดินปลดปล่อยกรดออกมาและกลายเป็นโรคดินเปรี้ยวจัดทันที

ดินที่มีความเสี่ยง
เป็นดินเค็ม ดินที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นดินเค็ม ซึ่งโดยปกติแล้วดินนี้จะไม่เค็ม แต่หากมีการจัดการไม่ถูกต้อง เช่นการตัดไม้ใหญ่ในพื้นที่ดอน หรือการทำเขื่อน ฝายกั้นน้ำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้น้ำใต้ดินที่มีเกลือละลายอยู่ถูกยกให้สูงขึ้น และนำพาเกลือสู่ผิวดินในบริเวณที่มีความเสี่ยงในการเป็นดินเค็ม แล้วทำให้พื้นที่เหล่านั้นเกิดเป็นโรคดินเค็มขึ้นมา

Please follow and like us:

โรคที่เกิดจากภายหลัง

โรคที่เกิดภายหลัง นั้น เป็นโรคที่ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เริ่มแรกของการใช้ที่ดิน แต่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดินของมนุษย์ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมของดินเปลี่ยนไป หรืออาจเกิดจากความประมาทของมนุษย์ หรือจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ ทำให้ดินป่วยเป็นโรค คือแสดงอาการที่ทำให้มีอุปสรรคต่อการเพาะปลูกหรือการเจริญเติบโตของพืช โรคที่เกิดภายหลังนี้หลายโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่บางโรคเมื่อเป็นถึงขั้นรุนแรงก็จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ สาเหตุของการเกิดโรคนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์ แต่การเกิดโรคแต่ละโรคนั้นอาจจะมาได้หลายสาเหตุ หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นแต่กำเนิดเป็นทุนอยู่แล้วก็เป็นได้ ฉะนั้นในบางครั้งจึงไม่อาจจะระบุสาเหตุที่แน่นอนลงไปได้ โรคที่เกิดภายหลังที่สำคัญได้แก่

โรคที่เกิดภายหลัง ที่สำคัญ ได้แก่
ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินที่มีธาตุอาหารน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช

ดินแน่นทึบ ดินที่มีหน้าดินแน่นทึบ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของรากหาอาหาร

ดินดาน ดินที่มีชั้นดินดานแน่นทึบ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการหยั่งรากของพืช

ดินปนกรวด ดินที่มีกรวดปะปนมากในเนื้อดิน เนื่องจากเกิดการชะล้างพังทลายของดิน
ดินตื้น ดินที่ชั้นจำกัดรากพืชอยู่ตื้นขึ้น เนื่องจากเกิดการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง
ดินกรด ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง 4.5-5.0 ในชั้นหน้าดิน เนื่องจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ดินเปรี้ยว ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำกว่า 4.5 เนื่องจากการใช้ที่ดินโดยประมาทในเขตใกล้ชายฝั่งทะเล
ดินเค็ม ดินที่มีเกลือละลายได้อยู่สูง โดยเป็นภายหลังจากการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยประมาท

Please follow and like us:

โรคที่เป็นแต่กำเนิด

โรคที่เป็นแต่กำเนิด เป็นเสมือนโรคประจำตัวของดิน เป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นโรคที่เป็นธรรมชาติของดินเอง ส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงบรรเทาอาการของโรคเท่านั้น โรคที่เป็นแต่กำเนิดสามารถแยกได้เป็นสองสาเหตุคือโรคทางพันธุกรรมของดิน และโรคสืบเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมในการสร้างตัวของดิน หรือทั้งสองสาเหตุร่วมกัน

โรคทางพันธุกรรม นั้น หมายถึง โรคที่สืบเนื่องมาจากพ่อแม่ที่ให้กำเนิดดินซึ่งไม่ว่าจะเป็นตะกอนหรือหินก็ตาม มีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์หรือมีลักษณะที่ไม่ดีในการให้กำเนิดดิน เช่นพ่อแม่ที่เป็นหินทราย ก็จะสร้างดินที่เป็นโรคทรายจัด เพราะองค์ประกอบของพ่อแม่ดินนั้นเต็มไปด้วยทรายจึงไม่มีโอกาสที่จะให้แร่ดินเหนียวกับดินได้ หรือพ่อแม่ที่เป็นตะกอนของหินกรวด ก็จะได้ดินที่เป็นโรคดินปนกรวดมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะมีอาการหนักหรือเบาขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ดินนั้นอยู่ กล่าวคือหากเป็นดินที่อยู่ในที่ต่ำกว่าก็จะมีโอกาสที่ตะกอนอื่นจะมาทับถมเพิ่มทำให้หน้าดินหนาขึ้น และอาการของโรคดินปนกรวดก็จะไม่รุนแรงจนเป็นผลเสียต่อการเกษตร เป็นต้น

โรคสืบเนื่องจากสิ่งแวดล้อม นั้น หมายถึงโรคของดินที่เป็นขึ้นภายหลังจากดินเริ่มสร้างตัว แล้วอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นดินที่ดี สิ่งแวดล้อมในที่นี้นั้นหมายถึงสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พืชพรรณธรรมชาติ และระยะเวลาในการพัฒนาการ โรคของดินจากสาเหตุนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค เพราะการสร้างตัวของดินอาจจะใช้เวลาสั้นๆ ถึงยาวนานเป็นพันเป็นหมื่นปีได้ และสิ่งแวดล้อมในขณะเวลานั้นๆ ก็ไม่อาจจะระบุได้แน่ชัด สิ่งที่ระบุชัดเจนที่สุดคือ ผลของการสร้างตัว และพัฒนาการ ว่าดินนั้นจะเป็นดินที่ดี หรือเป็นดินที่เป็นโรค
โรคที่เป็นมาแต่กำเนิดนั้น อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือจากสองสาเหตุร่วมกันก็ได้ จึงไม่อาจจะระบุให้ชัดเจนได้ว่าโรคใดเกิดจากสาเหตุใดแน่ ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงโรคที่เป็นมาแต่กำเนิดก็จะหมายรวมทั้งสองสาเหตุของโรคเข้าไว้ด้วยกัน

โรคที่เป็นแต่กำเนิด ที่สำคัญ ได้แก่

  • ดินทรายจัด ดินที่มีเนื้อดินเป็นทราย ทำให้ดินอุ้มน้ำได้น้อย ขาดความอุดมสมบูรณ์
  • ดินปนกรวด ดินที่มีกรวดปะปนมากในเนื้อดิน ทำให้ยากต่อการเพาะปลูก และหยั่งรากของพืช
  • ดินตื้น ดินที่พบชั้นจำกัดรากพืชตื้น ทำให้พืชหยั่งรากได้น้อย และเสี่ยงต่อการขาดน้ำ
  • ดินอินทรีย์ ดินที่มีการทับถมของอินทรียวัตถุเป็นชั้นหนา ทำให้พืชไม่สามารถหยั่งรากยึดเกาะได้ และล้มง่าย
  • ดินแตกระแหง ดินที่แตกระแหงเป็นร่องลึกเมื่อแห้ง ทำให้พืชเสี่ยงต่อเกิดปัญหารากขาดเมื่อดินแห้ง
  • ดินด่าง ดินที่มีเม็ดปูนสะสมในชั้นดิน ทำให้พืชขาดจุลธาตุหลายชนิด และพืชจะเสี่ยงต่อการขาดน้ำอย่างมาก
  • ดินเปรี้ยว ดินที่เป็นกรดจัด ทำให้เกิดความเป็นพิษของอลูมินั่มและเหล็ก มีการตรึงฟอสฟอรัสสูงมาก
  • ดินเค็มชายทะเล ดินที่มีเกลือละลายได้อยู่สูง ทำให้พืชไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้เป็นปกติ
  • ดินเค็มบก ดินที่มีเกลือละลายได้อยู่สูง พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Please follow and like us:

ดินดีคืออะไร

ดินดี ในทางการเกษตรนั้น หมายถึง ดินที่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชได้เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงบำรุงดินมากนัก ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ที่จะทำให้เป็นอุปสรรคในการเพาะปลูก หรือในการเจริญเติบโตของพืช แต่ทั้งนี้ เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีความต้องการลักษณะของดินในการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน การจะระบุว่าดินดีต้องมีสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ให้แน่นอนโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นๆ จึงทำไม่ได้ จำเป็นต้องระบุลักษณะดินดีไปตามลักษณะของชนิดพืช เช่น ดินดีสำหรับข้าว ควรจะเป็นดินที่มีการแช่ขังน้ำได้ ดินควรมีการระบายน้ำที่เลว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของข้าว และไม่เหมาะสำหรับวัชพืชอื่นๆ จึงลดปัญหาด้านการจัดการวัชพืชไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับดินดีสำหรับข้าวโพดที่ต้องการการระบายน้ำที่ดี เพราะข้าวโพดทนสภาพน้ำแช่ขังไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ดินเดียวกันนั้นหากปลูกคนละช่วงฤดูกาล จากดินที่ไม่ดีก็กลับกลายเป็นดินที่ดีได้ เช่นดินที่ใช้ทำนาปลูกข้าว เมื่อถึงฤดูแล้งหน้าหนาวหลังเกี่ยวข้าวแล้ว หากไม่มีน้ำแช่ขังมากเกินไปจากดินที่ไม่ดีสำหรับข้าวโพด ก็จะกลายเป็นดินที่ดีสำหรับข้าวโพดได้เมื่อมีน้ำเพียงพอสำหรับข้าวโพด

แม้กระทั่งพันธุ์ของพืชก็มีส่วนในการกำหนดความเป็นดินดีและดินไม่ดี อ้อยบางสายพันธุ์มีความอ่อนไหวมากหากมีน้ำแช่ขัง นั้นคือเมื่อมีน้ำแช่ขังมากจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตและตายได้ ขณะที่บางสายพันธุ์สามารถเจริญเติบโตได้แม้มีสภาพน้ำแช่ขังในบางช่วงเวลาของการปลูก

จะเห็นได้ว่าการจะระบุว่าดินใดคือดินดีหรือไม่นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม ชนิด และสายพันธุ์พืชร่วมด้วย ฉะนั้นคำแนะนำต่างๆ ในดินดีคลินิคนั้นจะพยายามคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชนิด และสายพันธุ์พืชด้วยเสมอ

Please follow and like us: