เคล็ดลับเกษตรทำเอง

การปลูกพืชผักสวนครัว

การปลูกพืชผักสวนครัวมีความสำคัญเป็นอันดับแรกของชีวิตประจำวัน เพราะใช้เป็นอาหารในครัวเรือนได้ดี ถ้าปลูกมากมีเหลือก็จำหน่ายได้ และสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ขอให้มีความยึดมั่นในธรรมชาติ มีความขยันและอดทน การปลูกพืชผักสวนครัวมีหลักปฏิบัติ ๕ ประการ คือ
การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์มีความจำเป็นในการเริ่มต้นการเพาะปลูก จึงควรศึกษาเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี แข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย คัดสรรแล้วเก็บรักษาไว้อย่างดีก่อนปลูก

การเตรียมดิน คุณภาพของดิน จะเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของพืช การให้อาหารแก่ดินด้วยปุ๋ยชีวภาพจะทำให้ดินมีชีวิตและช่วยย่อยอินทรียวัตถุในดิน ให้ดินอุดมสมบูรณ์พร้อมแก่การเพาะปลูก

แปลงใหม่ (ดินไม่สมบูรณ์)
ถ้าดินแข็งมาก อาจใช้เครื่องจักรช่วยยในการไถก่อนยกแปลง
ดินขาดอินทรียวัตถุ ควรแหวท้องหมู ใส่จุลินทรีย์แห้ง และรดด้วยจุลินทรีย์น้ำ
ยกร่องให้สวยงาม โรยจุลินทรีย์แห้ง ตร.ม.ละ ๑ กำมือ รดด้วยจุลินทรีย์น้ำ คลุมด้วยฟางไว้ ๕-๗ วัน ปลูกพืชด้วยเมล็ดหรือกล้า
แปลงเก่า (ดินสมบูรณ์) หลังจากตัดผักหรือถอนผักออกแล้ว ถอนหญ้า ปรับปรุงแปลง (ไม่ต้องขุด) แล้วเริ่มต้น ดังนี้
ใส่ปุ๋ยแห้ง ตร.ม.ละ ๑-๒ กำมือ ใช้จอบสับเบาๆ ให้คลุกกับดิน
คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง
รดด้วยจุลินทรีย์น้ำ ๑-๒ วัน
หมักไว้ ๗ วัน ปลูกด้วยเมล็ดหรือกล้า
การปลูก

การปลูกด้วยเมล็ด
นำเมล็ดไปแช่ในน้ำจุลินทรีย์ ประมาณ ๓๐ นาที หากผิวเมล็ดแข็งให้แช่นานหน่อย
แหวกหญ้าหรือฟางที่คลุมออก
ใช้ไม้กระดานหน้า ๑/๒ x ๒ นิ้ว กดเป็นรอยลึก ๑-๒ ซม.
หยอดเมล็ดตามรอยที่กดไว้
คลุมฟางเหมือนเดิม
รดน้ำเช้า–เย็น
๒ วันแรกให้รดด้วยจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นวันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้นให้รดจุลินทรีย์น้ำ ๓ วัน/ครั้ง นอกนั้นรดน้ำปกติ
ปลูกด้วยกล้า
การเพาะกล้ามี ๒ ชนิด คือ
เพาะด้วยกระบะ
อาจเป็นภาชนะสำเร็จรูป หรือใช้ไม้ ๑/๒ x ๒ นิ้ว หรือวัสดุอื่น ทำเป็นกระบะขนาด ๕๐ x ๕๐ หรือ ๕๐ x ๗๐ หรือ ๕๐ x ๑๐๐ เซนติเมตร ให้สามารถยกย้ายและวางบนพื้นได้สะดวก
ผสมจุลินทรีย์แห้งกับดินร่วน แกลบเผา อัตราส่วน ๑:๕:๓ ลงในกระบะ
หยอดเมล็ด หรือหว่านเมล็ดให้ทั่ว อย่าให้แน่นเกินไป
คลุมด้วยหญ้าแห้ง หรือฟางบางๆ
รดด้วยจุลินทรีย์น้ำให้ชุ่ม
จากนั้นรดน้ำเช้า – เย็น
รดจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นติดต่อกัน ๓ วัน หลังจากนั้นรดจุลินทรีย์น้ำ ๓ วัน/ครั้ง
เพาะในแปลง
นำจุลินทรีย์แห้งและแกลบเผาผสมดินในแปลง คลุกให้ทั่ว ทำหน้าดินให้ละเอียด
หยอดเมล็ด หรือโรยเมล็ด
คลุมด้วยหญ้าแห้ง หรือฟางแห้งบางๆ
รดจุลินทรีย์น้ำให้ชุ่มทั่วแปลง
รดน้ำเช้า – เย็น
๓ วันแรกรดจุลินทรีย์น้ำช่วงเย็นทุกวัน หลังจากนั้นรด ๓ วัน/ครั้ง วันปกติรดน้ำธรรมดา
การดูแลรักษา

ผักเกือบทุกชนิดเพาะกล้าก่อนปลูกจะดี เพราะถ้าให้ร่นระยะเวลาในการลงปลูก สามารถปลูกได้หลายรุ่น และดูแลรักษาง่ายยกเว้นพืชผักที่ย้ายกล้าไม่ได้ เช่น แครอท หัวผักกาด การปลูกด้วยกล้า ทำให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้ด้วย ดีกว่าปลูกด้วยเมล็ดแล้วต้องถอนทิ้งเมื่อผักแน่นเกินไป
ปกติจะใส่จุลินทรีย์แห้งครั้งเดียว แต่ถ้าผักมีอายุยาวเกิน ๕๐ วัน ให้สังเกตว่าผักไม่สวย ไม่สมบูรณ์ ก็ใส่จุลินทรีย์แห้งได้ระหว่างแถว ไม่ให้ถูกต้นพืชผัก
การเตรียมแปลงดี ผักจะเจริญเติบโตเสมอกันทั้งแปลงผัก ต้นใดมีโรคให้งดน้ำ และรดด้วย EM สดขยาย ผสมน้ำ ๕๐ เท่า ทิ้งไว้ ๒๔ ชั่วโมง จึงให้น้ำต่อ
ผักมีหัวให้ขุดแปลงลึกๆ แหวะท้องหมูบ่อยๆ และใส่จุลินทรีย์แห้งผสมให้ดี
การรดน้ำ ควรใช้บัวรดน้ำรูเล็กๆ ให้เป็นฝอยได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี
ไม่ควรรดน้ำด้วยสายยางที่น้ำพุ่งแรงๆ จะทำให้ผักนอนราบ โดยเฉพาะผักกาดขาวจะห่อใบยาวขึ้นหากถูกน้ำซัดแรงๆ ทุกวัน
พ่นด้วยสารไล่ศัตรูพืช หรือสารป้องกันเชื้อราทุกๆ ๓ วัน
ข้อสังเกต เพื่อ ป้องกันแมลงศัตรูพืชโดยธรรมชาติ ควรปลูกผักกาดหอม ผักชีใบแหลม ปนกับผักอื่นๆ ปลูกต้นดาวเรือง ตะไคร้หอม ผกากรอง ไว้เป็นรั้ว และใช้ใบตะไคร้หอมมาคลุมแปลงผักจะป้องกันแมลงได้ด้วย

การเก็บผลผลิต-การจำหน่าย การเก็บผลผลิตควรดำเนินไปตามอายุของผักแต่ละประเภท และหากปลูกโดยใช้จุลินทรีย์ชีวภาพดังกล่าวข้างต้น ควรเก็บก่อนกำหนดเล็กน้อยเพราะ

ผักธรรมชาติเจริญเติบโตเร็ว
ร่นระยะเวลาปลูก ลดแรงงาน และรายจ่าย
หากเก็บช้าหรือเกินอายุทำให้ผักมีภูมิต้านทานต่ำ อาจเกิดโรคได้
การเก็บควรใช้วิธีตัด ยกเว้นผักหัว ใช้ถอน
ผักที่เป็นผลควรเก็บอย่างประณีต เพื่อให้โอกาสเกิดผลใหม่อีก เช่น ถั่ว แตง
ผักทั่วไปเก็บแล้วล้างให้สะอาด บรรจุถุงเพื่อจำหน่าย
ผักที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว เก็บแล้วไม่ต้องล้าง ไม่ต้องพรมน้ำ
ข้อควรจำ

ผักธรรมชาติทนทาน ขั้วไม่หลุดง่าย เหี่ยวยาก
ไม่ต้องแช่สารเคมี
น้ำพรมผัก หรือแช่ผักควรผสม EM ด้วย
ไม่ควรนำผลผลิตไปขายร่วมกับแผงผักเคมี จะทำให้เสียคุณภาพ ควรเปิดแผงผักปลอดสารพิษ หรือผักธรรมชาติ เพื่อสะดวกต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค สามารถรับรองคุณภาพและสามารถกำหนดราคาได้ดีในอนาคต
ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกพืชผัก
กุมภาพันธ์ – เมษายน

ผักชี หอม ผักบุ้งจีน ผักกาดหัว ถั่วฝักยาว แตงกวา มะระ ผักกาดเขียวปลี ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว
พฤษภาคม – กรกฎาคม

ผักคะน้า กุยช่าย บวบเหลี่ยม ข้าวโพดหวาน หอมแดง
สิงหาคม – ตุลาคม (ปลายฝน)

ผักชีลาว ผักโขม กุยช่าย ผักกาดขาว ผักกาดหอม พริก มะเขือเปราะ มะเขือขาว
ปลูกได้ทั้งปี

ผักสวนครัวต่างๆ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลัก ฯลฯ

Please follow and like us:

12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำ วิธีปลูกผักไร้ดินไว้กินเองที่บ้าน

 การปลูกผักสวนครัวลงดินต้องดูแลอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง แถมยังต้องบำรุงดินหลังการเก็บเกี่ยวอีกต่างหาก วันนี้เลยขออาสารวบรวมผักสวนครัวที่สามารถปลูกในน้ำแทนดินได้มาฝากกัน ไอเดียปลูกผักไร้ดินแบบง่าย ๆ ไม่ต้องสร้างแปลงใหญ่ ๆ แบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ทุกบ้านก็มีผักสวนครัวสด ๆ ปลอดสารพิษไว้กินด้วย 12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำที่ใครก็ทำได้เพราะมันง่ายมากจริง ๆ
 


 

1. ผักชี

          แม้ผักชีจะเป็นแค่ผักธรรมดา ๆ ใช้โรยหน้าไม่แค่กี่ใบ แต่ถ้าหากขาดมันไปแล้วละก็อาหารจานนั้นต้องดูจืดชืดเป็นแน่ ก่อนที่จะปลูกผักชีในน้ำแนะนำให้ตัดลำต้นส่วนล่างที่มีรากติดอยู่ด้วยไปล้างคราบดินออกก่อน แล้วแช่ลงในแก้วน้ำและไปตั้งในที่ที่มีแดดปานกลาง จากนั้นผักชีก็จะงอกยอดสวย ๆ ออกมาให้เราได้กินกันแล้ว
 


 

2. ผักฉ่อย

          ผักสัญชาติจีน ใบสีเขียวเข้ม รูปร่างคล้ายผักกาดบ้านเรา รสชาติขมอมเผ็ดร้อนเล็กน้อย ปลูกได้โดยให้นำต้นติดรากไปแช่ในภาชนะที่มีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วันก็จะมีใบอ่อน ๆ งอกขึ้นมาตรงกลาง เมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ผักก็จะขึ้นพร้อมเก็บกิน
 


3. กะหล่ำปลี

          กะหล่ำปลีเป็นวัตถุดิบหลักและผักเคียงที่คนไทยรู้จักดีนั้น มีวิธีปลูกง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้ดิน แค่นำฐานรากของกะหล่ำปลีที่เราตัดออกจากขั้นตอนปรุงอาหาร มาแช่ในถ้วยที่มีน้ำตื้น ๆ แค่ไม่กี่วันผ่านไปกะหล่ำปลีหัวน้อย ๆ ก็จะงอกขึ้นมาให้เราได้เก็บเกี่ยว
 


4. ขึ้นฉ่าย

          ผักที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ชนิดนี้สามารถนำปลูกใหม่ในน้ำได้ โดยการตัดก้านด้านล่างมาแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นต้นอ่อนก็จะค่อย ๆ งอกขึ้นมารอวันเก็บเกี่ยว 
 


5. ต้นหอม

          นอกจากผักชีแล้วต้นหอมยังเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ ซึ่งปลูกกับน้ำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำส่วนล่างของต้นที่มีรากติดอยู่ด้วยนั้นมาแช่ในแก้วน้ำ วางตั้งให้โดนแดดเล็กน้อย จากนั้นยอดอ่อน ๆ ก็จะมีใบอ่อนงอกออกมาให้เห็น 
 


6. ต้นกระเทียม

          ต้นกระเทียมเริ่มเข้ามามีบทบาทในครัวไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหารญี่ปุ่นตามต้นฉบับหรือจะนำมาผัดน้ำมันหอยตามตำรับไทยก็น่าอร่อยทั้งนั้น แค่ตัดต้นกระเทียมส่วนล่างให้ได้ขนาด 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่น้ำ ผ่านไปไม่กี่วันก็นำมาทำอาหารได้แล้วค่ะ
 


7. ตะไคร้

          สรรพคุณอันมากมายของตะไคร้ทำให้หลาย ๆ คนต้องลงมือขุดดินปลูกกันเลยทีเดียว แต่จริง ๆ สามารถปลูกกับน้ำได้ แค่ตัดต้นตะไคร้ส่วนล่างมาประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่ในภาชนะทรงสูงที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียว ตั้งให้โดนแดดเล็กน้อยเท่านั้นเอง 
 


8. แครอท

          อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าหัวแครอทจะงอกในน้ำได้นะคะ เพราะจริง ๆ ถ้านำแครอทมาปลูกในน้ำผลที่ได้ก็คือใบสีเขียว ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารได้ โดยการนำหัวแครอทส่วนบนที่โดนฝานออกไปแช่น้ำตื้นในภาชนะที่เตรียมเอาไว้ และตั้งให้โดนแดด อีกไม่นานใบแครอทก็จะงอกออกมาให้เราเก็บไปกินค่ะ
 


9. ผักกาด

          เชื่อว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีผักกาดติดตู้เย็นไว้แน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นวัตถุดิบหลักในจานอาหารแล้ว มันยังใช้จัดจานให้สวยงามได้อีกด้วย ก่อนจะนำไปปลูกกับน้ำให้นำต้นผักกาดมาตัดส่วนล่างออก แล้วนำไปแช่น้ำตื้น ๆ ในภาชนะ ตั้งให้โดนแดดไม่จัดมาก ประมาณ 3 วันก็จะมียอดอ่อน ๆ งอกขึ้นมา และเติบโตเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์
 


10. สะระแหน่

          สมุนไพรชั้นดีอย่าง สะระแหน่ คือวัตถุดิบที่ทุกบ้านควรมีติดไว้ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อหาให้ยุ่งยาก แค่นำยอดสะระแหน่สวย ๆ มาแช่ในโหลหรือแก้วที่มีน้ำ หลังจากนั้นไม่กี่วันรากก็จะงอกออกมาตามด้วยใบอ่อน แล้วเราก็แค่รอเวลาเด็ดกิน 
 


11. ผักบุ้ง

          มาบำรุงสายตากันด้วยการปลูกผักบุ้งในน้ำไว้กินเองกันดีกว่า โดยตัดต้นผักบุ้งส่วนล่างที่มีรากติดไปล้างทำความสะอาดอย่างเบามือ แล้วแช่ลงในภาชนะที่มีน้ำให้พอท่วมราก วางให้โดนแดด ภายใน 2-3 วันผักบุ้งก็จะงอกยอดอ่อนออกมาแล้วล่ะ 
 


12. ผักชีฝรั่ง

          ตอนนี้ผักชีฝรั่งถือเป็นสมุนไพรถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารหลายเมนูเลย หากอยากมีผักชีฝรั่งเก็บไว้กินนาน ๆ ให้ตัดต้นผักชีฝรั่งตรงส่วนโคนต้นที่ติดกับรากไปล้าง แล้วแช่ลงในน้ำพอให้ท่วมราก ผ่านไปประมาณ 3 วันก็จะมีใบงอกออกมา จากนั้นก็รอให้ผักเจริญเติบโตพร้อมกินได้เลย

          เห็นไหมว่าเราก็สามารถลดรายจ่ายประจำวันไปกับค่าวัตถุดิบได้ ด้วยการปลูกผักไว้กินเองด้วยการนำผักมาปลูกในน้ำ วิธีการปลูกผักไร้ดินง่าย ๆ ที่ไม่ต้องทำแปลงปลูกให้เสียเวลามีแค่แก้วหรือถ้วยน้ำก็ปลูกผักไว้กินเองได้แล้ว 
 

ที่มา : outdoorsinlondon, Dontwastethecrumbs
Outdoorsinlondon และ Greenintrend
Please follow and like us:

เคล็ด (ไม่) ลับฉบับคนเมือง ปลูกผักสวนครัวกินเองก็ได้

ด้วยวิถีการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่มีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและพื้นที่ทำให้การจะทำกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองเป็นเรื่อง “ไม่ง่าย” ซะแล้ว วันนี้ จะมาแนะนำเคล็ดลับ ที่ไม่ลับ ในการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองในพื้นที่จำกัดอย่างคอนโดกัน
                                                                        
 วางแผนการปลูก

วางแผนการปลูก

 ก่อนจะปลูกพืช เราต้องมีการวางแผนกันก่อนว่า ควรปลูกพืชแบบไหน ต้องเตรียมอะไรบ้าง รวมถึงตรวจเช็กสภาพแวดล้อมในการปลูกด้วย เพื่อให้พืชสามารถเติบโตและออกผลผลิตได้อย่างเต็มที่ เช่น ตรวจเช็กสภาพแสงแดด เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการแสงแดดไม่เท่ากัน บางชนิดต้องการแดดเป็นหลัก ก็ควรจัดสรรพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึง อากาศถ่ายเทได้สะดวกให้อยู่
สำหรับนักปลูกมือใหม่ จะลองเพาะถั่วงอกก่อนก็ได้ เพราะไม่ต้องดูแลมากมาย แถมขึ้นง่ายด้วย สามารถปลูกได้ทั้งขวดพลาสติก หรือกระถางขนาดเล็ก ส่วนผักชนิดอื่น ๆ แนะนำให้เลือกปลูกผักที่เราทานบ่อย ๆ อย่างเช่น พริก ใบกระเพรา ผักชี ต้นหอม หรือผักกาด ผักสลัด เป็นต้น


                                                      เตรียมดินให้พร้อม

เตรียมดินให้พร้อม

      เตรียมดินเพาะปลูกโดยใช้ดินผสมด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้ เศษพืชผักที่เราทำครัวเหลือ เปลือกไข่ หรือกากกาแฟก็ได้ นำทุกอย่างมาผสมรวมกัน เติมกากน้ำตาลเข้าไปเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์จากนั้นใส่จุลินทรีย์อีเอ็มตาม เพื่อช่วงเร่งการย่อยสลาย รดน้ำพอชุ่ม อย่าให้แฉะ แล้วผสมใส่ถังเตรียมไว้ ควรรอประมาณ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้เศษอาหารที่ใส่ลงไปย่อยสลายก่อน จึงนำมาเพาะปลูกได้
 

เลือกปุ๋ยบำรุงให้ดี

เลือกปุ๋ยบำรุงให้ดี

       การเลือกปุ๋ยให้พืชผักถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะปุ๋ยเป็นแหล่งพลังงานหลักของพืชก็ว่าได้ จึงควรเลือกปุ๋ยให้ตรงกับอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพื่อให้พืชเติบโตออกผลได้เร็ว โดยแนะนำให้ใช้ปุ๋ยแบบผสม แทนที่จะใช้ปุ๋ยดินธรรมดา เนื่องจากปุ๋ยผสมมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่มากมาย อีกทั้งสามารถกักเก็บน้ำได้ดีกว่าปุ๋ยดินอีกด้วย

เลือกกระถางที่เหมาะสม

เลือกกระถางที่เหมาะสม

      ด้วยพื้นที่ที่จำกัด การเลือกกระถางที่ใช้ปลูกก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องใส่ใจ ลองหากระถางที่ขนาดพอเหมาะพอดีกับพื้นที่ห้องดู เช่น หากเลือกปลูกพืชที่มีขนาดเล็ก อาจหากระถางแนวยาวที่สามารถปลูกพืชร่วมกันได้สัก 6-8 ต้นในคราวเดียว วางตามขวางตรงแนวระเบียงห้องก็เป็นการตกแต่งระเบียงให้ดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ หรือในกรณีที่ประเมินแล้วว่า ไม่สามารถรดน้ำต้นไม้ได้ทุกวันแน่ ๆ แนะนำให้เลือกใช้กระถางที่ทำจากพลาสติก เหล็ก หรือไฟเบอร์กลาส เพราะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ไม่ต้องรดน้ำทุกวันก็อยู่ได้แต่ก็อย่าให้ชุ่มน้ำจนเกินไปนัก เพราะพืชไม่ชอบแช่ลำต้นหรือขังอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ ดังนั้น การระบายน้ำให้กับต้นไม้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ หากกระถางที่มีอยู่ระบายน้ำได้ไม่ดี อาจทำให้พืชตายได้ แนะนำให้เพิ่มรูหรือเจาะช่องเพิ่มการระบายน้ำให้กระถางได้มากขึ้น

 

แม้จะใช้ชีวิตในเมือง มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเป็นงานอดิเรกได้ ได้ทั้งกิจกรรมจรรโลงจิตใจ แถมยังได้ผลผลิตที่มั่นใจได้ว่าปลอดสารเคมี 100% มาไว้ทำอาหารทานอีกด้วย แฮปปี้สองเด้งแบบนี้ อย่ารอช้า รีบลงมือปลูกผักกินเองกันเถอะ!

 ————————————————-
CR : https://www.gsb.or.th/Blogs/Lifestyle/Startyouowngardenintown.aspx

 

Please follow and like us:

วิธีปลูกขิง ในกระถางแบบง่ายๆไว้กินเองที่บ้าน

Decor.mthai ขอเอาใจคนรักสุขภาพด้วยการพาไปชม วิธีปลูกขิง สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มากไปด้วยสรรพคุณต่างๆ ทั้ง ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการเมารถ ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ฯลฯ และที่สำคัญขิงยังสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารในเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย

วิธีปลูกขิง

วิธีการปลูกขิง
1.เตรียมรากขิงสำหรับเพาะปลูก โดยเลือกรากขิงที่สด สมบูรณ์และเรียบ
2.หาภาชนะใส่น้ำสะอาดแล้วนำรากขิงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณครึ่งวัน
3.ตักดินใส่กระถางให้เรียบร้อย ซึ่งกระถางที่ใช้สำหรับการเพาะควรมีลักษณะระบายน้ำได้ดี
4.นำรากขิงที่เตรียมไว้มาหั่นให้เป็นชิ้นขนาดกำลังพอดี แล้วนำไปใส่ในกระถาง จากนั้นรดน้ำให้เรียบร้อย
5.ระวังเรื่องของปริมาณน้ำ เพราะหากมีน้ำขังในกระถาง อาจส่งผลให้ขิงที่เราเพาะนั้นเน่าได้

สรรพคุณ
ขิง ถือเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มีรสชาติเผ็ดร้อนและถือเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งอุดมไปด้วย วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีนและฟอสฟอรัส ซึ่งนอกจากนี้ส่วนประกอบต่างๆ ของขิงนั้นยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ราก ต้น เหง้า ใบ ดอก ผลและแก่น เป็นต้น

หากเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ อย่างไรก็อย่าลืมลองนำวิธีที่เราได้หยิบมาฝากไปลองปลูกกันดูนะคะ เพราะนอกจากจะมีขิงสดๆ ไว้กินแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในไปตัวได้อีกด้วย

CR : https://decor.mthai.com/garden/53731.html

Please follow and like us:

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเองง่าย ๆ และถูก

 คนรักสุขภาพต้องรู้ ! วิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเองง่าย ๆ เก็บไว้ทำเมนูต้นอ่อนทานตะวัน ได้มากมาย อร่อยง่าย ๆ ได้ประโยชน์ ไปซื้อเมล็ดทานตะวันมารอได้แล้ว 
 

          เราอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักผักออร์แกนิกที่มาจากการเพาะเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จนได้ต้นอ่อน เช่น ข้าวกล้องงอกจากการเพาะข้าวกล้อง ถั่วงอกจากการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ถั่วงอกหัวโตจากการเพาะเมล็ดถั่วเหลือง หรือผักโต้วเหมี่ยวจากการเพาะเมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น ซึ่งต้นอ่อนจากธัญพืชเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เป็นผักอนามัยไร้สารพิษ แถมยังอร่อยอีกด้วย

          และในวันนี้เราจะพามารู้จักกับต้นอ่อนจากธัญพืชอีกชนิดหนึ่งคือ ทานตะวันงอก หรือต้นอ่อนทานตะวัน (Sunflower Sprout) จากการเพาะเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นผักทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทีเดียว มีโปรตีนสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มีวิตามินหลายชนิดทั้ง วิตามินเอ วิตามินอี ที่สามารถช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วย

          ทานตะวันงอกจะมีกลิ่นหอม กรอบ และมีรสชาติหวาน สามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือจะนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูอร่อย ๆ ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ใส่ในสลัดหรือยำแซบ ๆ จะนำไปผัดเป็นเมนูทานตะวันงอกผัดน้ำมันหอย ทำอาหารประเภทต้มและแกง จับใส่ลงในแกงจืด แกงส้ม แกงเลียง หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอกก็อร่อย หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้ด้วย

          และในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกด้วยวิธีง่าย ๆ จาก คุณหมูน้อย พ่ะน่ะ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากให้ลองเพาะกินเองที่บ้าน สะอาด ปลอดภัย แถมประหยัดอีกด้วยนะคะ แถมพ่วงวิธีเพาะถั่วงอกกินเองด้วย มาดูกันเลยจ้า

วิธีเพาะเมล็ดทานตะวันงอก

          อิอิ กระทู้นี้หมูน้อยคนจนสิพาเฮ็ดเพาะเมล็ดทานตะวันงอกไว้กินเองเด้อพี่น้อง ไปซื้อเขากินแพงโพด ๆ ปลูกเองโลดงั้น ที่เขาขายกันก็ 150-300 บาทต่อกิโลกรัม จ๊าก! แพงอิหลี งั้นมาประหยัดเพาะกินกันเองดีกว่าเนาะ ๆ

อุปกรณ์ที่หาได้มีจังซี่เด้อ

          1. เมล็ดทานตะวันสีดำ (Black Oil Sunflower Seeds) สีดำ ๆ ที่ร้านขายอาหารนกหรือร้านอาหารสัตว์นั่นแหล่ะ เอาพันธุ์สีดำ ถ้าพันธุ์เมล็ดสีลาย ๆ ขาวดำไม่เอาเด้อ อัตราการงอกมันน้อย มันงอกยาก พ่ะน่ะ 

          2. ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน (หมูน้อยคนจนซื้อถาดถ่ายน้ำมันเครื่องพลาสติก มันถูกดี ฮ่า ๆ ๆ ประยุกต์เอา มีอะไรก็เอาอันนั้นแหละ)

          3. ดินพอจั๊กหน่อย
          4. สเปรย์สำหรับฉีดน้ำเปล่า

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำไว้หนึ่งคืน ใช้เมล็ดสัก 1/2-1 ถ้วยก็พอ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           เตรียมถาด 2 ใบ ไม่ต้องเจาะรูระบายน้ำหรือถ้ามีรูก็ไม่เป็นไร จากนั้นใส่ดินลงไปสูง 1/2 นิ้วถึง 1 นิ้ว ฉีดสเปรย์น้ำให้ทั่วดินพอชุ่ม ๆ ห้ามแฉะมาก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้วกระจายให้ทั่วในกระบะ ฉีดสเปรย์น้ำอีกครั้งให้ทั่ว แล้วใช้กระบะอีกใบคว่ำปิดทับด้านบน
           เปิดกระบะออก รดน้ำด้วยสเปรย์วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังรดน้ำแล้วปิดกระบะไว้เช่นเดิมเพื่อเก็บความชื้น เมล็ดทานตะวันจะได้งอกไว ๆ พ่ะน่ะ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           ค่อย ๆ มีรากโผล่ออกมาให้เห็น มีขนสีขาว ๆ ที่รากเต็มไปหมด สัก 3-4 วัน จะสูงขึ้นประมาณ 1 นิ้ว

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           พอเริ่มผลิใบออก 1 คู่ ให้หงายกระบะวางทับไว้ด้านบน เพื่อบังคับให้ต้นทานตะวันงอกในระดับเดียวกัน จากนั้นฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น แล้วก็วางกระบะทับไว้ด้านบนเช่นเดิม 2-3 วัน

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           ผ่านไป 2-3 วัน ตอนนี้ลำต้นสูงประมาณ 2-3 นิ้ว เอากระบะที่วางทับไว้ออกได้ จะเห็นใบมีสีเหลืองเนื่องจากไม่โดนแสง ให้เอาถาดวางไว้ในที่ร่มห้ามโดนแสงแดด ไม่กี่ชั่วโมงใบทานตะวันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           วันที่ 7-11 สามารถเก็บเกี่ยวมากินได้ตามความชอบ (ถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มมีใบเลี้ยงคู่ที่สองออกมา รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย)

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           จวนจะได้เวลากินแหล่ว เหอๆๆ 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           เวลาตัดรากก็ใช้กรรไกรตัดโลด รวบมาเป็นกำ ๆ แล้วก็ตัดฉับ ๆ แล้วล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งสะเด็ดน้ำ 

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           พอแห้งแล้วก็แบ่งเก็บใส่ถุงเข้าตู้เย็น แจกเพื่อนบ้าน แจกญาติ ๆ แจกไปโลด สุขภาพดีถ้วนหน้าในราคาประหยัด พ่ะน่ะ

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก


           หมูน้อยซื้อเมล็ดทานตะวันยกถุง 240 บาท ได้ 2.7 กิโลกรัม ปลูกได้ 10 กว่าครั้ง (ครั้งละ 2-3 กระบะ) เฉลี่ยลงทุน 20 กว่าบาทต่อครั้ง มีทานตะวันงอกกินได้ตลอดในราคาถูกแสนถูก ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งหรือปุ๋ยผสมน้ำอะไรเลยเด้อ ดินสวนธรรมดา รดน้ำก็น้ำเปล่านี่แหละ ผลผลิตล้นตู้เย็นกินไม่ทันเลยเด้ ฮ่า ๆ ตอนแรกก็ห้าวปลูกทุกอาทิตย์ ห้าวโพด ๆ หลายโพด ๆ กินบ่ทันจ้อยแม๋ะ ตอนนี้ปลูกอาทิตย์เว้นอาทิตย์สลับกับถั่วงอก จะได้มีกินหมุนเวียนทั้งเดือน

          มีหลายท่านถามเรื่องปลูกถั่วงอก งั้นขอเพิ่มวิธีปลูกแบบง่าย ๆ สไตล์พรรคกระยาจกตามมีตามเกิดเด้อจ้า ฮ่า ๆ

อุปกรณ์เพาะถั่วงอก

           ถั่วเขียว (เหลือจากต้มถั่วเขียว) 1/2 แก้ว แช่น้ำไว้หนึ่งคืน
           หม้อมีฝาปิด (หมูน้อยใช้หม้อแกงนี่แหล่ะง่ายดี ฮิฮิ)
           กระดาษเช็ดมือหรือผ้าเช็ดมือ
           น้ำเปล่า 
          ก็มีแค่นี้เด้อ อย่าไปซีเรียส ม่วนดีอีกต่างหาก มีอะไรก็ใช้อันนั้นโลด

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           แช่ถั่วไว้หนึ่งคืนนะ หาหม้อมา ห้ามมีแม่นากอยู่ในหม้อเด้อ เป็นตาย่าน

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก


           ไม่มีรูปตอนโรยถั่วจ้อย (ถั่วเขียว) เว่าง่าย ๆ ก็คือ เอากระดาษเช็ดมือ ทิชชู่หรือผ้าเช็ดมือ หนาสัก 1 เซนติเมตร พรมน้ำพอชุ่มวางก้นหม้อ เอาถั่วที่แช่น้ำไว้แล้วโรยลงไปโลด อย่าเบียดกันมาก แล้วก็เอากระดาษหรือผ้าชุบน้ำพอชุ่มปิดทับถั่วด้านบนอีกทีแล้วก็ปิดฝาหม้อ เปิดรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ปรมาณ 1/2 แก้วถึง 1 แก้ว รดผ่านกระดาษหรือผ้าที่คลุมลงไปโลด พอชุ่ม ๆ 

           อย่าให้น้ำแห้งหรือน้ำนองก้นหม้อ เดี๋ยวมันจะเน่า พ่ะน่ะ ปิดฝาไว้ตามเดิม ทำแบบนี้ 3-4 วัน จนถั่วโตขึ้นจนเป็นที่น่ากิน (ภาพกระดาษเช็ดมือที่ปิดทับด้านบน ถั่วจะดันสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ มีกระดาษแค่นี้ ยากจนเด้เนาะ ฮ่า ๆ)

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

วิธีเพาะทานตะวันงอก ปลูกกินเองง่ายและถูก

           วางหม้อไว้ในห้องที่ร้อนที่สุดในบ้าน ถั่วจะงอกไว ถ้าร้อนทุกห้องก็ยิ่งดี พอถั่วยาว ๆได้เวลากินก็จับมาตัดรากโลด ใช้กรรไกรตัดฉับ ๆ ล้างให้สะอาด ใส่ถุงแยกไว้ แช่ตู้เย็นไว้กินหลายวัน พ่ะน่ะ เสร็จแล้ว ง่ายดีบ่ ฮิฮิ
หมายเหตุ
            
           ถั่วเขียวที่เขาเพาะขายมันจะอวบกว่าแบบนี้นะ คนละพันธุ์กัน แบบนี้มันจะจ่อย ๆ โลโซ ๆ
           ไม่ใส่สารฟอกสี เร่งโต เร่งอวบใด ๆ ปลอดภัยทุกประการ และเต็มไปด้วยความรัก
           ถ้าใช้ผ้าเช็ดมือเพาะเสร็จแล้วดึงรากออก นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้าใช้กระดาษเพาะก็ทิ้งไปโลด พ่ะน่ะ หมดแล้ว
          ท่านใดสนใจก็ลองปลูกดูเด้อ ประหยัดโพด ๆ แนวโลโซอิหลีเด้อ พาลูกพาหลานเพาะโลดและเพื่อสุขภาพที่ดีต้ม ผัด แกง ทอด ไฟแดง แซนด์วิช สลัด ฯลฯ ทำได้ทุกอย่าง เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร พ่ะน่ะ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี คนแก่กินฟรี พ่ะน่ะ ฮ่า ๆ เหอ ๆ ซวด ๆ เด้อนางเดอ เด้อ เด้อ นางเดอ ตึง จบจ้อย

CR : https://cooking.kapook.com/view85003.html

Please follow and like us:

สูตร “ผสมดิน” ใช้เอง ดินดีมีคุณภาพ ต้นไม้ก็งาม

“ดินผสม” ที่เห็นวางขายกันเป็นถุงตามริมถนนหรือร้านขายต้นไม้ทั่วไป ถือเป็นสินค้าสามัญประจำสวน ของคนชอบปลูกต้นไม้ที่ขาดไม่ได้ แต่บางครั้งดินที่ซื้อมาอาจไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก (ย้ำว่าบางครั้ง บางเจ้า) ทำให้ต้นไม้ของเราเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร สมัยนี้จึงมีวัสดุทางเลือก เช่น ขุยมะพร้าว ใบก้ามปู แบบแยกขายมาให้เราใช้ “ผสมดิน” กัน เราจึงนำเคล็ดลับดีๆ เรื่องของดินมาฝาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยังไงให้เหมาะกับ
ชนิดของต้นไม้ การเลือกซื้อ และสูตรง่ายๆ เอาไปใช้ผสมดินเอง

ผสมดิน cover

ดินถุงที่ขายทั่วไปมีอยู่หลายสูตรให้เลือกใช้ ก่อนซื้อสังเกตสักนิดว่าที่ถุงมีรายละเอียดอะไรระบุไว้บ้าง ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าเลือกถุงที่บอกวัตถุดิบไว้ข้างๆ ดีกว่า ปกติแล้วพรรณไม้แต่ละชนิด ต้องการวัสดุปลูกไม่เหมือนกัน เช่น ไม้ดอกไม้ประดับทั่วไปชอบดินที่มีความร่วนซุยสูง หากใช้สำหรับเพาะกล้าต้องเก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี ส่วนแคคตัสและไม้อวบน้ำ ดินต้องมีความโปร่งระบายน้ำและอากาศได้ดี ส่วนใหญ่ดินถุงที่วางขายมักมีความร่วนซุย แต่มีธาตุอาหารน้อย ดังนั้นจึงต้อง “ปรุงดิน” เพื่อเสริมธาตุอาหารให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช

“รู้จักดินผสมแบบต่างๆ…”

ดินผสมทั่วไป เนื้อละเอียดร่วนซุย สีเข้ม ผสมปุ๋ยคอกช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ
ดินผสมใบก้ามปู เนื้อดินโปร่งระบายน้ำและอากาศได้ดี ธาตุอาหารสูง
ดินขุยไผ่ สีเข้มจับตัวเป็นก้อน แต่แตกร่วนง่าย เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงกว่าดินทั่วไป
ดินปลูกแคคตัส เนื้อดินร่วนซุย ผสมทรายระบายน้ำได้ดี
ผสมดิน cover1

“มาเริ่มผสมดินใช้เองกัน… “

ลองดูสิว่าใกล้บ้านคุณมีแหล่งวัตถุดิบอะไรบ้างที่สามารถทำดินผสมใช้เองได้ ดินผสมที่ดีควรมีคุณสมบัติร่วนซุย โปร่ง อุ้มน้ำ และระบายอากาศได้ดี มีธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ นอกจากดินแล้วยังมีส่วนผสมเพิ่ม โดยแบ่งคุณสมบัติเด่นๆ ของ “วัสดุปลูกแต่ละชนิด” ได้ ดังนี้

ใบไม้ผุ เช่น ใบก้ามปู มีการระบายน้ำดี มีธาตุไนโตรเจนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ ที่พืชต้องการอีกมากมาย
ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ช่วยให้วัสดุปลูกอุ้มน้ำ ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี ทั้งยังมีการปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชอย่างต่อเนื่อง
กาบมะพร้าวสับหรือขุยมะพร้าว หาง่าย ไปที่ไหนก็เจอ แถมราคาไม่แพง ช่วยให้วัสดุปลูกโปร่งและร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี
ขี้เถ้าแกลบ น้ำหนักเบา ราคาถูก เมื่อผสมกับดินทำให้ดินเบา ระบายน้ำดี ผสมกับดินเหนียวทำให้ร่วนซุยมากขึ้น ใช้เป็นวัสดุปลูกกล้าบางชนิดและปักชำ ก่อนใช้ควรล้างน้ำเพื่อให้ความเป็นกรดเป็นด่างลดลง
แกลบดิบ มีความพรุนสูง โปร่งเบา จึงถ่ายเทอากาศได้ดี แถมยังช่วยอุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นในดินอีกด้วย
ผสมดิน 02
“ขี้เถ้าแกลบ” นิยมใช้ในการปักชำต้นกล้า เพราะมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นได้ดี ทำให้รากที่งอกออกมามีคุณภาพดี ลักษณะรากเป็นเส้นเล็กเรียวยาวและแผ่กระจายดี เหมาะที่จะขุดย้ายไปปลูก แต่เนื่องจากขี้เถ้าแกลบมีลักษณะเป็นด่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขี้เถ้าแกลบใหม่ จึงนิยมผสมกับทรายในการปักชำพืชในอัตราส่วน 1 : 1
secret-garden- ผสมดิน
“สูตรดินผสม”
ผสมดิน 01
ดินผสมใบก้ามปูมีน้ำหนักน้อยกว่าดินผสมทั่วไป ต้นไม้ส่วนใหญ่จะชอบดินชนิดนี้เพราะมีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

CR : http://www.baanlaesuan.com/37381/diy/mixed-soil-formular

Please follow and like us: